“ปัจจุบันเมื่อหมิงมีรายได้อะไรเข้ามาก็ตาม หมิงจะให้คุณแม่หมดทุกบาททุกสตางค์ โดยจะให้คุณแม่เป็นคนจัดการให้หมด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการฝากเงินเข้าบัญชี ที่ปัจจุบันหมิงมีบัญชีฝากประจำอยู่ 1 บัญชี ซึ่งคุณแม่ก็จะเป็นคนดูแลให้อีกเช่นกัน สาเหตุที่ต้องให้คุณแม่ดูแลให้นั้นเนื่องจาก หมิงยังคิดว่าตัวเองยังเป็นเด็กอยู่ และการที่คุณแม่เข้ามาดูแลให้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีอีกด้วย”
ชื่อ – นามสกุล ชาลิสา บุญครองทรัพย์
วันเดือนปีเกิด 26 พฤศจิกายน 2526
จบการศึกษา ปริญญาตรี มหาวิทยาธรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์การละคร
กำลังศึกษาระดับปริญญาโท ชั้นปีที่ 2 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผลงานปัจจุบัน พิธีกรรายการร้านชำยามเช้า , พิธีกรรายการทูบีนัมเบอร์วัน
วันนี้ นำมาสัมผัสชีวิตอดีตนางสาวไทย หมิง – ชาลิสา บุญครองทรัพย์ ที่ปัจจุบันผันตัวเองมาเป็นพิธีกรรายการต่าง ๆ และในบางครั้งก็มีบ้างที่จะเห็นเธอเล่นละครบ้าง มาในวันนี้เราจะผ่านมาเจาะลึกมุมมองการทำงาน การบริหารจัดการด้านการเงินและการออมในสไตล์ของเธอเอง
หมิงเล่าว่า ที่บ้านได้มีการปลูกฝั่งเรื่องของการใช้จ่ายเงินแต่พอดีไม่ให้ฟุ่มเฟือย ซึ่งถ้าจะซื้อของอะไรก็ตาม คุณแม่จะสอนให้รู้จักถึงประโยชน์ของชิ้นนั้นเสมอ ว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้างกับการเสียสตางค์ไป ส่วนคุณพ่อก็จะสอนให้รู้จักการออมเงิน เมื่อสมัยตอนเป็นเด็ก ๆ คุณพ่อจะให้เงินอาทิตย์ละ 1,000 บาท ซึ่งหมิงจะแบ่งออก 500 บาท เพื่อเก็บฝากแบงก์ ซึ่งประสบการณ์นี้เอง ทำให้ตัวเองรู้สึกตื้นเต้นมากเวลาที่นำเงินไปฝากแบงก์ และรู้สึกดีใจทีมีบัญชีเป็นของตัวเองในขณะนั้น
สำหรับรายได้แรกของหมิงที่ได้มานั้น มาจากตอนที่กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งในขณะนั้นเค้าได้มีการประกวด “เพื่อนซี้หน้าใส” ซึ่งหมิงกับเพื่อนสนิทก็ได้เข้าไปประกวดกับเค้าด้วย และจากการประกวดครั้งนี้หมิงกับเพื่อนซี้ก็สามารถคว้ารางวัลที่ 1 มาได้ ซึ่งเงินรางวัลในตอนนั้นได้ถึง 50,000 บาท
โดยเงินที่ได้มาดังกล่าวได้จัดสรรด้วยการแบ่งกับเพื่อนสนิทคนละครึ่ง และในส่วนของหมิงเองก็ได้นำไปให้กับคุณพ่อและคุณแม่ ทำให้ในช่วงนั้นคุณพ่อและคุณแม่รู้สึกภูมิใจในตัวหมิงมาก ที่ลูกสาวมีความกตัญญูไม่นำเงินไปใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง
สิ่งที่หมิงทำส่งผลมายังถึงปัจจุบัน เมื่อใดก็ตามที่หมิงมีรายได้อะไรเข้ามา หมิงจะให้คุณแม่หมดทุกบาททุกสตางค์ โดยจะให้คุณแม่เป็นคนจัดการให้หมด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการฝากเงินเข้าบัญชี ที่ปัจจุบันหมิงมีบัญชีฝากประจำอยู่ 1 บัญชี ซึ่งคุณแม่ก็จะเป็นคนดูแลให้อีกเช่นกัน สาเหตุที่ต้องให้คุณแม่ดูแลให้นั้นเนื่องจาก หมิงยังคิดว่าตัวเองยังเป็นเด็กอยู่ และการที่คุณแม่เข้ามาดูแลให้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีอีกด้วย
ในอนาคตหมิงมีความใฝ่ฝันว่า อยากจะมีกิจการเกี่ยวกับเรื่องสวย ๆ งาม ๆ เช่นร้านเสื้อผ้าสตรี ที่เป็นดีไซน์ของตัวเอง เพราะปกติแล้วหมิงจะชอบเรื่องแฟชั่นเสื้อผ้าอยู่แล้ว นอกจากนี้แล้วหมิงยังมีไอเดียที่อยากจะเปิดร้านเสริมสวยอีกด้วย
ทุกวันนี้หมิงเรียนปริญญาโท คณะจิตวิทยาอยู่ที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 2 หมิงบอกว่าเป็นวิชาที่อยากเรียนมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กแล้ว เมื่อได้เรียนแล้วยิ่งรู้สึกชอบมากยิ่งขึ้น เพราะคิดว่าจิตวิทยามันเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรามากทุกคน ซึ่งเมื่อเรียนแล้วสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตของทุก ๆ คนได้
ปัจจุบันหมิงมีผลงานด้วยการเป็นพิธีกรอยู่ 2 รายการ ๆ แรก เป็นรายการ "ร้านชำยามเช้า" ซึ่งออกอากาศช่องทีไอทีวีทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 9 โมงเช้า และอีกรายการเป็นรายการ "ทูบีนัมเบอร์วัน" ออกอากาศทางช่อง 11 เวลา บ่ายสองโมงครึ่งทุกวันเสาร์ รายการนี้เป็นรายการเกี่ยวกับเยาวชนที่กล้าคิดกล้าทำ และกล้าแสดงออก
หมิงบอกว่า งานทุกอย่างที่เราทำสามารถทำให้เรามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้วยังมีสังคมที่กว้างขึ้นอีกด้วย ทำให้เรารู้จักการวางตัวที่ดี แต่ก็ต้องมีการวางตัวที่ถูกกาลเทศะด้วย ว่าในขณะนั้นเราอยู่กับใคร และต้องทำตัวอย่างไร
และการที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการทำงานนั้น หมิงยึดหลักในการทำงานคือ ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุดและให้เต็มที่เกินร้อย และต้องตั้งใจทำงานทุกชิ้น รวมถึงต้องมีความต้องต่อเวลากับงานนั้น ๆ ที่เราได้รับมอบหมายด้วย
จากการทำงานในบางครั้งย่อมต้องมีปัญหาเกิดขึ้นบ้าง หมิงจะสามารถแก้ไขปัญหาด้วยการนิ่งไว้ก่อนเมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นก็ตาม เพื่อคิดทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ และจึงใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาอีกทีหนึ่ง
หมิงบอกว่า จากการทำงานเมื่อเกิดความเครียดก็ต้องมีการหาเวลาว่างเพื่อเป็นการพักผ่อนให้กับตัวเองด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหมิงจะชอบไปที่จังหวัดเชียงใหม่ มากที่สุด เนื่องจากว่าหมิงมีบ้านที่ปลูกไว้อยู่ที่นั้น นอกจากนี้แล้วยังชอบวิถีชิวิตของคนจังหวัดนั้นอีกด้วย สำหรับการไปเที่ยวตางประเทศ หมิงจะให้รางวัลกับตัวเองทุกปีอยู่แล้ว
สุดท้ายอดีตนางสาวไทย บอกว่า ทุกอย่างที่ในหลวงทรงตรัสไว้ว่า “ให้อยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งถือว่านำมาใช้ได้เป็นอย่างดี จะทำให้เรามีเงินออมมายิ่งขึ้นถ้าเรารู้จักที่จะประหยัดและอดออมไม่ใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยจนเกินตัว นอกจากนี้แล้วการทำอะไรก็ตามให้พอเหมาะกับตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องไปแข่งกับคนอื่นว่าเค้ามีอะไรเราต้องมีตาม ดังนั้นเราต้องชนะใจของตัวเองให้ได้ไม่ไปฟุ้งเฟ้อกับสิ่งที่ไม่จำเป็น


