จันทบุรี – หัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วคนใหม่ เดินหน้าฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติชื่อดัง หลังพบจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงต่อเนื่อง เตรียมยกระดับมาตรฐานอุทยานฯ พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก จัดการขยะ และนำระบบดิจิทัลมาใช้บริหารรายได้ พร้อมชูจุดขายใหม่ทั้งแหล่งประวัติศาสตร์ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เอาใจสายมู และ “ตะกอง” สัตว์ป่าประจำถิ่น หวังสร้างสีสันดึงนักท่องเที่ยวกลับมาอีกครั้ง
นายพีรธัช ชัยศาสตร์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยถึงแนวทางพัฒนาอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว ภายหลังเข้ารับตำแหน่งว่า ในอดีตน้ำตกพลิ้วเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมอย่างมาก แต่จากการติดตามสถิตินักท่องเที่ยวทั้งรายเดือนและรายปี พบว่าปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงจำเป็นต้องปรับแนวทางบริหารจัดการและสร้างจุดดึงดูดใหม่ เพื่อฟื้นความคึกคักให้กลับคืนมา
แนวทางสำคัญมุ่งเน้นการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานอุทยานแห่งชาติให้ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว โดยยังคงรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้มีความสมบูรณ์
สำหรับแผนพัฒนาหลักแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านแรก พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐาน ให้ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย และกลมกลืนกับธรรมชาติ ด้านที่สอง จัดการขยะอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมการคัดแยกและนำวัสดุกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่า และด้านที่สาม นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการและจัดเก็บรายได้ เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว ตรวจสอบได้ และสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการ
นายพีรธัช กล่าวอีกว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงอาจมาจากความอิ่มตัวของแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมที่เคยเป็นจุดขายสำคัญ โดยเฉพาะการให้อาหารปลาพวง ซึ่งในอดีตถือเป็นเอกลักษณ์ของน้ำตกพลิ้ว จนมีคำกล่าวว่า “มีพลิ้วต้องมีพวง” แต่ปัจจุบันมีข้อกำหนดห้ามให้อาหารสัตว์ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ทำให้ไม่สามารถจัดกิจกรรมดังกล่าวได้เหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม มีแนวคิดที่จะศึกษาความเป็นไปได้ในการนำกิจกรรมให้อาหารปลาพวงกลับมา ภายใต้มาตรการควบคุมที่เหมาะสม ทั้งการกำหนดพื้นที่ ช่วงเวลา ความถี่ และชนิดอาหาร โดยมีข้อเสนอให้ใช้ถั่วออร์แกนิกจากชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนรอบอุทยานฯ ทั้งนี้ ยังต้องศึกษาข้อกฎหมายและได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการ
ขณะเดียวกัน เตรียมประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และความเชื่อ ซึ่งอาจยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อาทิ ศาลเจ้าพ่อเขาสระบาป สถานที่เคารพศรัทธาของประชาชนในพื้นที่ และสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ในรัชกาลที่ 5
โดยมองว่าสถานที่ทั้งสองแห่งมีศักยภาพต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวสายมูที่นิยมเดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล ทั้งด้านการงาน ธุรกิจ การค้าขาย และความรัก ซึ่งเป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่สามารถนำมาส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวได้
อีกหนึ่งจุดเด่นที่เตรียมผลักดันคือ “ตะกอง” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ลั้ง” สัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ที่พบได้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว โดยมีโอกาสพบเห็นและถ่ายภาพได้ในระยะที่เหมาะสม จึงมีแนวคิดส่งเสริมให้เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวธรรมชาติ โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ไม่รบกวน และไม่กระทบต่อพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์ป่า
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วย้ำว่า การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในอนาคตจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกลับมาสัมผัสความงดงามของน้ำตกพลิ้ว ซึ่งยังมีเสน่ห์ทั้งด้านธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวิถีชุมชนที่รอให้ค้นพบอีกมากมาย


