ศูนย์ข่าวฉะเชิงเทรา – สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา เริ่มคลี่คลาย ระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง แต่ชาวสวนมะม่วง ต.สาวชะโงก อ.บางคล้า กลับต้องเผชิญความกังวลระลอกใหม่ หลังพบบ่อน้ำกลางสวนเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทและมีความข้นผิดปกติ หวั่นมีสารปนเปื้อนตกค้างจากมวลน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเก็บตัวอย่างตรวจสอบ หวั่นกระทบแหล่งผลิตมะม่วงคุณภาพและมะม่วง GI ที่มีชื่อเสียงของพื้นที่
วันนี้( 7 พ.ย.) นายบุญสม ศรีศิริโชคชัย อายุ 79 ปี ชาวบ้านหมู่ 2 ต.สาวชะโงก อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา พาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งน้ำภายในสวนมะม่วงขนาด 18 ไร่ หลังพบว่าน้ำที่เคยใช้รดต้นไม้เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทและมีลักษณะข้นผิดปกติ ภายหลังระดับน้ำท่วมขังซึ่งเคยสูงกว่า 1.5 เมตร ลดลง
นายบุญสม ระบุว่า พื้นที่ ต.สาวชะโงก เป็นบริเวณตอนกลางของลุ่มน้ำบางปะกง ทำหน้าที่คล้ายแก้มลิงรองรับมวลน้ำจากหลายทิศทาง ทั้งฝั่ง จ.ปราจีนบุรี และพื้นที่คลองระบม-สียัด จึงไม่ทราบว่าน้ำที่ไหลเข้ามามีสิ่งปนเปื้อนหรือไม่ ขณะนี้จึงอยากให้เจ้าหน้าที่เข้ามาเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจวิเคราะห์ เพื่อยืนยันว่ามีสารพิษหรือสารเคมีตกค้างหรือไม่ เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำอื่นสำหรับนำมาใช้ดูแลต้นมะม่วงที่ยังเหลือรอดจากน้ำท่วม
สำหรับสวนดังกล่าวปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์ รวมกว่า 1,400 ต้น ประกอบด้วยมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง 500-600 ต้น มะม่วงขายตึก 700-800 ต้น มะม่วงเขียวเสวย 100-200 ต้น และมะม่วงทวายเดือนเก้าอีกประมาณ 300 ต้น โดยได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างหนัก
นายบุญสม เปิดเผยว่า หลังระดับน้ำลดลงตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา พบต้นมะม่วงยืนต้นตายแล้ว 778 ต้น จากทั้งหมดประมาณ 1,400 ต้น และยังต้องติดตามว่าจะมีต้นที่ทยอยตายเพิ่มอีกหรือไม่ คาดการณ์ความเสียหายทั้งผลผลิตที่สูญเสียไป อุปกรณ์ และต้นไม้ที่เสียหาย รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากผลผลิตในฤดูกาลที่จะถึงนี้อาจหายไปกว่า 5-6 แสนบาท
ส่วนความช่วยเหลือจากภาครัฐ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการลงทะเบียนเพื่อรอเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและพิจารณาตามหลักเกณฑ์ โดยนายบุญสมยังเป็นรองประธานแปลงใหญ่ชาวสวนมะม่วง อ.บางคล้า ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 50 ราย รวมพื้นที่ปลูกมะม่วงราว 2,700 ไร่
นายบุญสมกล่าวว่า มะม่วงทวายเดือนเก้าและมะม่วงขายตึกเป็นผลผลิตสำคัญของกลุ่ม โดยเฉพาะมะม่วงทวายเดือนเก้าที่ตลาดนิยมนำไปทำเมนูยำและมะม่วงน้ำปลาหวาน ส่วนราคาผลผลิตขึ้นอยู่กับช่วงฤดูกาลและปริมาณผลผลิตในตลาด หากออกพร้อมกันจำนวนมาก ราคาบางช่วงอาจลดเหลือเพียงกิโลกรัมละ 1.50 บาท ขณะที่ช่วงนอกฤดูกาลอาจขายได้กิโลกรัมละ 30-40 บาท
แม้สวนจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่นายบุญสม ยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าปลูกมะม่วงต่อไป โดยระหว่างรอฟื้นฟูสวนจะใช้พื้นที่ปลูกผักและพืชล้มลุกเพื่อสร้างรายได้ประคองครอบครัว ก่อนทยอยหากิ่งพันธุ์มาปลูกทดแทน คาดว่าอาจต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปีจึงจะฟื้นฟูสวนให้กลับมาใกล้เคียงเดิม
“แหล่งปลูกมะม่วงสาวชะโงก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพดินและระบบน้ำเฉพาะตัว ส่งผลให้มะม่วงมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะมะม่วงขายตึก มะม่วงแรด เขียวเสวย และน้ำดอกไม้สีทอง ซึ่งเป็นผลผลิตที่ผู้บริโภคให้การยอมรับ จึงอยากให้เกษตรกรรุ่นใหม่ช่วยกันสานต่อ เพราะพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งปลูกมะม่วงที่มีคุณภาพ แม้ตนจะอายุมากแล้วก็ยังอยากทำสวนต่อไปตราบเท่าที่ยังมีแรง” นายบุญสมกล่าว
ทั้งนี้ สิ่งที่เกษตรกรต้องการเร่งด่วนในขณะนี้ คือการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำกลางสวน เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่ามีสารปนเปื้อนหรือไม่ ก่อนนำไปใช้รดต้นไม้และฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูก ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นซ้ำเติมชาวสวนมะม่วงในพื้นที่


