กาฬสินธุ์-พิษน้ำมันเชื้อเพลิงแพงลามหนัก! ชาวนากาฬสินธุ์ปาดน้ำตา ค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวพุ่งฉิว 900-1,000 บาทต่อไร่ ผู้ประกอบการเผยจำเป็นต้องปรับราคาตามต้นทุนน้ำมันและค่าอะไหล่ที่แพงขึ้น ด้านเกษตรกรหวั่นขายข้าวเปลือกต่ำกว่ากิโลละ 12 บาท ส่อขาดทุนซ้ำรอยปีที่แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งผู้ใช้รถ ผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคที่พาเหรดปรับราคาขึ้นตามค่าขนส่ง ล่าสุดเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรชาวนาและผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าวนาปี ที่กำลังจะเริ่มฤดูกาลเก็บเกี่ยวช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยคาดว่าราคาค่าบริการจะปรับขึ้นจากปีที่ผ่านมาอีก 100-200 บาทต่อไร่
นายเมธาสิทธิ์ สิงหามาตย์ อายุ 47 ปี ชาวนาและผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าว บ้านป่าแดง ต.ดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า อัตราค่าจ้างรถไถและรถเกี่ยวข้าวจะอิงกับราคาน้ำมันเป็นหลัก จากเดิมฤดูกาลเพาะปลูกปี 2568-2569 เคยคิดราคาไร่ละ 700-800 บาท แต่ปีนี้จำต้องปรับขึ้นเป็น 900-1,000 บาทต่อไร่
นอกจากปัญหาน้ำมันแพงแล้ว ความยากง่ายของแปลงนาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัย โดยหากเป็นแปลงนาขนาดเล็กหรือมีสภาพข้าวล้ม รถเกี่ยวจะทำงานยากและสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่านาแปลงใหญ่ที่ข้าวยืนต้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงเปลี่ยนอะไหล่ที่แพงขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งในปีนี้ตนต้องเสียค่าซ่อมบำรุงรถเกี่ยวข้าวไปถึง 70,000 บาท
“ผมทำนาทั้งของตนเองและเช่า รวมกว่า 50 ไร่ เห็นปัญหามาตลอด ยิ่งทำเยอะก็ยิ่งลงทุนสูง หากขายข้าวเปลือกได้ตันละ 12,000 บาท หรือกิโลกรัมละ 12 บาท ชาวนาก็พอจะมีกำไรบ้าง แต่หากต่ำกว่านี้ก็ขาดทุน อย่างปีที่แล้วขายได้แค่กิโลกรัมละ 6 บาท ถือว่าขาดทุนยับเยิน” นายเมธาสิทธิ์กล่าว
ขณะที่ผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าวในพื้นที่ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่นอกเขตชลประทาน ต่างจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาค่าบริการเกี่ยวข้าวนาปีจากเดิมไร่ละ 700 บาท ขึ้นเป็นไร่ละ 900 บาทเช่นกัน
นายณัฐพงษ์ สุรำนาจ ผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าว อ.เขาวง ระบุว่า ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงคือต้นทุนหลักในการดำเนินงาน ทำให้ปีนี้ต้องปรับราคาขึ้น และหากพบพื้นที่นาที่เกี่ยวยาก โดยเฉพาะนาข้าวล้มที่ต้องใช้เวลาในการทำงานเพิ่มขึ้น อาจจำเป็นต้องปรับราคาจากเดิม 1,000 บาท เป็น 1,200 บาทต่อไร่
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงวิกฤตต้นทุนพลังงานที่ลุกลามเข้าสู่ภาคการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งชาวนาต้องแบกรับภาระทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ค่าแรง และค่าเกี่ยวข้าวที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่รายได้ยังต้องลุ้นกับปริมาณผลผลิตและราคารับซื้อข้าวเปลือกในตลาดว่าจะคุ้มทุนหรือไม่


