อุดรธานี-จังหวัดอุดรธานีถก Morning Brief นัดแรก เร่งสางข้อร้องเรียนประชาชนงานพืชสวนโลก ปรับเกณฑ์รับวันหยุด ผ่อนผันให้นำอาหาร-น้ำดื่มเข้างานได้ สั่งถอดป้ายห้ามออกด่วน พร้อมยกเลิกสแกนยุ่งยาก ลดค่าไฟฟ้าคูหา 50% เสริมรถราง-รถสุขา-ไฟส่องสว่าง ฟากโซนOTOP ฝั่งตรงข้ามสุดเหงา พ่อค้าแม่ค้าทยอยถอนตัว พ้อออกบูธครั้งแรกและครั้งสุดท้าย
วันนี้ (5 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดอุดรธานีว่า ที่อาคารประชาสัมพันธ์ ภายในพื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 จังหวัดอุดรธานีได้เปิดการประชุมศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาประจำวัน (Morning Brief) เป็นครั้งแรก โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และบริษัท เอ็มดีไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะผู้บริหารจัดการงาน เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อติดตามสถานการณ์ รวบรวมปัญหาและข้อร้องเรียนจากประชาชน นำมาสู่การกำหนดมาตรการแก้ไขอย่างเร่งด่วนแบบเห็นผลจริงภายใน 1–7 วัน ก่อนรับมือผู้เข้าชมช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
ที่ประชุมได้รายงานสถิติผู้เข้าชมงานในช่วง 4 วันแรก มียอดรวมกว่า 14,000 คน โดยวันเปิดงานมีผู้เข้าชมสูงสุดกว่า 10,000 คน (รวมทีมงาน) อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เข้าชมเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ประกอบกับความไม่สะดวกและข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการต่างๆ ภายในพื้นที่จัดงาน จึงนำมาสู่การผ่าตัดมาตรการยกใหญ่
ปลดล็อกใหญ่! อนุญาตพกอาหาร-น้ำดื่มเข้างาน/ลบขั้นตอนยุ่งยาก
สำหรับประเด็นร้อนที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือการผ่อนปรนให้อนุญาตนำอาหารและน้ำดื่มเข้าไปภายในบริเวณจัดงานได้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและสอดคล้องกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชาวอีสาน พร้อมมีคำสั่งให้ถอดป้ายห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มออกทันที นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยการลดค่าไฟฟ้าสำหรับคูหาร้านค้าลง 50% และจัดจุดจำหน่ายอาหารรูปแบบ Kiosk กระจายตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้เข้าชม
ส่วนระบบการลงทะเบียนและซื้อบัตรออนไลน์ที่เคยสร้างความยุ่งยาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ที่ประชุมมีมติปรับลดขั้นตอนทันที โดยยกเลิกการบังคับสแกนและตอบคำถามหลายขั้นตอนบริเวณทางเข้า เพื่อให้ประชาชนสามารถผ่านประตูเข้างานได้รวดเร็ว ลดปัญหาแถวยาวเหยียด
ด้านการเดินทางและสิ่งอำนวยความสะดวก ที่ประชุมได้วางมาตรการเร่งด่วน ประกอบด้วย ระบบขนส่ง ประสานรถสองแถวที่ถูกต้องตามกฎหมายให้บริการรับ-ส่งฟรี จากลานจอดรถ P1-P4 พร้อมดึงรถรางขนาด 25 ที่นั่ง จากสวนสัตว์นครราชสีมามาเสริมอีก 4 คัน เพื่อรับ-ส่งผู้เข้าชมภายในงานแบบจุดต่อจุด ขณะที่ลานจอดรถ ประสานแขวงทางหลวงปรับปรุงพื้นผิวลานจอดรถ P2 ให้เรียบ สภาพพร้อมใช้งาน
ส่วนด้านสุขอนามัย เพิ่มป้ายบอกทางและป้ายห้องน้ำอีก 15–32 จุด พร้อมจัดหารถสุขาเคลื่อนที่เข้ามาเสริมในช่วงวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ เพิ่มจุดจำหน่ายน้ำดื่ม ตู้กดน้ำดื่มฟรีจากการประปา และจัดซื้อถังขยะรูปแบบเดียวกันเพิ่มอีก 15–18 จุด กระจายทั่วพื้นที่ ขณะที่ความปลอดภัย เร่งติดตั้งไฟสปอตไลท์และโซลาร์เซลล์ชั่วคราวในจุดเสี่ยงอับแสง เช่น โซนสระน้ำ 400 ไร่ ถ้ำนาคา และทางเดินสวนนานาชาติ ซ่อมแซมไฟสัญญาณจุดตัดทางรถไฟ พร้อมประสาน สภ.เมืองอุดรธานี ปรับสัญญาณไฟจราจรและตีเส้นชะลอความเร็วบริเวณทางเข้างาน
กรมวิชาการเกษตรเตรียมแจงปม "ดราม่าราคาต้นไม้"
ส่วนกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราคาจัดซื้อต้นไม้ในสื่อสังคมออนไลน์ ผู้แทนกรมวิชาการเกษตรได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า เอกสารรายการราคาที่ถูกนำมาแพร่สะพัดนั้น ไม่ตรงกับรายการตามสัญญาจ้างฉบับปัจจุบัน นอกจากนี้ การคำนวณราคาต้นไม้สำหรับการจัดงานระดับนานาชาติ ไม่ได้มีเพียงแค่ต้นทุนตัวต้นไม้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าขนส่ง ค่านำเข้า ค่าดำเนินการปลูก การบำรุงรักษาตลอดระยะเวลาจัดงาน 134 วัน
รวมถึงการดูแลต่อเนื่องหลังเสร็จสิ้นงานอีก 3 เดือน และการรับประกันความสมบูรณ์ของต้นไม้ยาวนานถึง 2 ปี ซึ่งขณะนี้กรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างเร่งทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไป
โซน OTOP พ่อค้าแม่ค้าถอยทัพ ร้องนักท่องเที่ยวช่วยอุดหนุน
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการค้าขายบริเวณงาน OTOP ซึ่งจัดขึ้นบนพื้นที่เอกชนฝั่งตรงข้ามสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก พบว่าเป็นไปอย่างเงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าหลายรายเริ่มเก็บร้านและขนย้ายสินค้าออกจากพื้นที่ เนื่องจากไม่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเท่าที่ควร
โดยผู้ใช้ TikTok บัญชี ponypear ได้โพสต์คลิปสะท้อนความalam และความชอกช้ำของผู้ประกอบการ โดยระบุว่า การมาร่วมออกบูธในครั้งนี้ถือเป็น "ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย" พร้อมเผยว่าร้านค้าข้างเคียงต่างทยอยถอนตัวออกไปจนเหลือเพียงไม่กี่ร้าน พร้อมเอ่ยปากฝากถึงนักท่องเที่ยวและประชาชนที่จะเดินทางมาชมงานพืชสวนโลก ขอให้ช่วยแวะเวียนเข้ามาเที่ยวชมและช่วยอุดหนุนสินค้าบริเวณฝั่ง OTOP เพื่อพยุงรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่กำลังเดือดร้อนในขณะนี้ด้วย


