xs
xsm
sm
md
lg

“เปิดมุมมองกงสุลใหญ่” จับมือเคียงข้างกันก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน ท่ามกลางยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“เปิดมุมมองกงสุลใหญ่” จับมือเคียงข้างกันก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน ท่ามกลางยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง

(โดย ฯพณฯ หลิว หงเหมย กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จังหวัดขอนแก่น)


การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบศตวรรษกำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงทางอาหาร ต่างเกิดขึ้นและซ้อนทับไปพร้อมกัน ไม่มีประเทศใดสามารถอยู่รอดได้ตามลำพัง ประเทศจีนและประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อกัน คอยช่วยเหลือและจับมือเดินหน้าไปด้วยกันท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเสมอ ทั้งสองฝ่ายได้กระชับความเชื่อมั่นทางการเมืองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สอดประสานยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างใกล้ชิด ยกระดับทรัพยากรและศักยภาพทางอุตสาหกรรมของแต่ละฝ่ายให้กลายเป็นผลลัพธ์แห่งความร่วมมือที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ ผสานความร่วมมือเพื่อรับมือกับวิกฤตและความท้าทายในระดับสากล

1. จับมือร่วมกันเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาสีเขียว : ก้าวข้ามข้อจำกัดแห่งการพัฒนา ด้วยความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน

ผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน ความไม่มั่นคงของเส้นทางการขนส่งทางทะเลที่สำคัญ ตลอดจนความผันผวนของความคาดหวังในตลาด ส่งผลให้ราคาพลังงานระหว่างประเทศเหวี่ยงตัวอย่างรุนแรง เพิ่มความไม่แน่นอนให้แก่เศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ

ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาสีเขียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลไทยได้เปิดตัวโครงการพิเศษด้านพลังงานสะอาดมูลค่า 4 แสนล้านบาท เพื่อเร่งรัดการดำเนินโครงการพลังงานหมุนเวียน การอุดหนุนค่าไฟฟ้าเพื่อประชาชน การรณรงค์ประหยัดพลังงานทั่วประเทศ และการผลักดันโมเดลเศรษฐกิจ "ชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว" (Bio-Circular-Green Economy: BCG) อย่างเต็มกำลัง นับเป็นเส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศอย่างแท้จริง

ท่ามกลางมรสุมความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะยานในช่วงเดือนมีนาคมถึงกรกฎาคม ประเทศจีนดำเนินมาตรการเชิงรุกในการปรับและบริหารจังหวะการจัดซื้อน้ำมันดิบ โดยประเมินว่าได้ลดการนำเข้าลงเฉลี่ย 3.5 - 4 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมศุลกากรระบุว่า ในเดือนมิถุนายนการนำเข้าลดลงถึงร้อยละ 41.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ช่วยลดแรงกดดันจากการกว้านซื้อด้วยความตื่นตระหนกในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพแก่ตลาดพลังงานโลก ในขณะเดียวกัน ประเทศจีนได้เร่งสร้างระบบพลังงานสะอาดและคาร์บอนต่ำ โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 กำลังการผลิตติดตั้งของพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์รวมกันสูงถึง 2,010 ล้านกิโลวัตต์ ด้วยห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สมบูรณ์และศักยภาพการผลิตขนาดใหญ่ จีนได้ดันให้ต้นทุนผลิตภัณฑ์พลังงานสะอาดในหลากหลายรูปแบบ

อาทิ อุปกรณ์เซลล์สุริยะ (Solar PV) และระบบกักเก็บพลังงาน ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้พลังงานแสงอาทิตย์เปลี่ยนจาก "ตัวเลือกราคาสูง" ในอดีต มาเป็นแนวทางการจัดการพลังงานที่หลายประเทศ "จับต้องได้และใช้งานได้ดี" ซึ่งเป็นเส้นทางปฏิบัติจริงในการลดต้นทุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานระดับโลก

แนวคิดการพัฒนาสีเขียวของจีนและไทยมีความสอดคล้องกันอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีจุดแข็งทางอุตสาหกรรมที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ในด้านยานยนต์ไฟฟ้า ค่ายรถยนต์จีนได้เข้ามาลงทุนจัดตั้งโรงงานในไทย ช่วยยกระดับห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนในท้องถิ่นและการพัฒนาบุคลากรทางเทคโนโลยี ในด้านพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ของจีนได้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในโรงไฟฟ้า โครงการอุตสาหกรรม และอาคารบ้านเรือนในไทย โครงการโซลาร์เซลล์แบบกระจายตัวในพื้นที่ต่าง ๆ

อาทิ จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดอุบลราชธานี ได้จ่ายกระแสไฟฟ้าที่มั่นคงและสะอาดให้แก่โรงงานและครัวเรือนในท้องถิ่น ทั้งสองฝ่ายกำลังใช้ความร่วมมือภาคอุตสาหกรรมที่เกิดผลเป็นรูปธรรม ร่วมกันลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลนำเข้า ผลักดันให้ไฟฟ้าพลังงานสีเขียวเข้าถึงทุกครัวเรือน บรรลุผลสัมฤทธิ์ร่วมกันทั้งในการเปลี่ยนผ่านการพัฒนาและการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน


2. ร่วมรับมือความเสี่ยงทางภูมิอากาศ : ปกป้องความผาสุกของประชาชนด้วยความร่วมมือที่เกิดผลจริง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาวะโลกร้อนที่ทับซ้อนกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ได้ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงถี่ขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก เอกสารรายงานด้านสถานะภูมิอากาศโลก ประจำปี พ.ศ. 2568 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า สภาพภูมิอากาศของโลกกำลังอยู่ในภาวะเสียสมดุลอย่างร้ายแรงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา ในปีนี้ หลายพื้นที่ทางตอนใต้ของจีน รวมทั้งกรุงเทพมหานคร อำเภอหาดใหญ่ และหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ต่างประสบภัยพิบัติฝนตกหนักรุนแรงหลายระลอก สร้างความท้าทายอย่างยิ่งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั้งสองประเทศ ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิอากาศร่วมกันนี้ จีนและไทยได้ต่อยอดจากฐานความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนาน เปิดตัวนวัตกรรมมาตรการที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อร่วมกันปกป้องชีวิตอันสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 ห้องปฏิบัติการร่วมจีน-ไทย ด้านการพยากรณ์อัจฉริยะและแจ้งเตือนภัยพิบัติทางอุตุนิยมวิทยาล่วงหน้าจีน-ไทย ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ การประชุมย่อยด้านอุตุนิยมวิทยา ของการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ซึ่งจัดขึ้น ณ นครเซี่ยงไฮ้ นี่คือห้องปฏิบัติการภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศแบบทวิภาคีแห่งแรกของโลกในด้านปัญญาประดิษฐ์ทางอุตุนิยมวิทยา ก่อตั้งโดยทีมเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศ

โดยผสานจุดแข็งทางเทคโนโลยีของแผนเตือนภัยอุตุนิยมวิทยาอัจฉริยะ "หมาจู่" (MAZU) ของจีน เข้ากับประสบการณ์การสังเกตการณ์อุตุนิยมวิทยาในท้องถิ่นของไทย การปรับใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพื้นที่นี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของไทยในการพยากรณ์เตือนภัยระยะกลางและระยะยาวต่อภัยพิบัติในหลากหลายรูปแบบ อาทิ สภาวะแห้งแล้ง ฝนตกหนัก พายุไต้ฝุ่น และอากาศร้อนจัดได้อย่างมีนัยสำคัญ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนและไทยได้แบ่งปันข้อมูลอุทกวิทยาในเขตแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการลำน้ำร่วมกัน ซึ่งสร้างความเข้าใจอันดีในการร่วมกันผันน้ำป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และการเติมน้ำเชิงนิเวศในฤดูน้ำแล้ง ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 คณะรัฐมนตรีไทยได้อนุมัติโครงการทรัพยากรน้ำ 2 โครงการ ที่ได้รับจากกองทุนพิเศษความร่วมมือล้านช้าง-แม่น้ำโขง ซึ่งจัดตั้งขึ้นด้วยงบประมาณจากฝ่ายจีน มุ่งเน้นการยกระดับความสามารถของลุ่มน้ำในไทยในการรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วและป้องกันอุทกภัย

พร้อมทั้งสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ด้านการบริหารจัดการน้ำในท้องถิ่น นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในการช่วยเหลือด้านสิ่งของบรรเทาทุกข์ การซ้อมแผนเผชิญเหตุภัยพิบัติร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการภัยพิบัติ ให้การสนับสนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทุกวิกฤตภัยพิบัติที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นมิตรภาพอันลึกซึ้งที่พร้อมเคียงข้างและฟันฝ่าทุกอุปสรรคไปด้วยกัน


3. ร่วมกันสร้างหลักประกันความมั่นคงทางอาหาร : วางรากฐานความร่วมมือให้หยั่งรากลึกในภาคเกษตรกรรม
อาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ความมั่นคงทางอาหารจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกประเทศ และยังเป็นหนึ่งใน 8 สาขาความร่วมมือสำคัญภายใต้โครงการริเริ่มการพัฒนาโลก (Global Development Initiative: GDI)

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศจีนได้อาศัยกรอบความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation) และโครงการริเริ่มการพัฒนาโลก ในการแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีการเกษตร ตลอดจนร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรกับประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการผลิตอาหารให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น จนถึงปัจจุบัน โครงการริเริ่มการพัฒนาโลกสามารถระดมทุนได้มากกว่า 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดำเนินโครงการความร่วมมือแล้วกว่า 1,800 โครงการ จัดการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพให้แก่ประเทศกำลังพัฒนามากกว่า 10,000 หลักสูตร และพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขามากกว่า 200,000 คน มีส่วนช่วยให้ประเทศคู่ความร่วมมือสามารถปรับปรุงสภาพการผลิตทางการเกษตรและสร้างเสถียรภาพด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

จีนและไทยต่างเป็นประเทศเกษตรกรรมที่สำคัญ โดยประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญและสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนานในด้านการผลิตข้าวคุณภาพดีและการเพาะปลูกพืชเขตร้อน ขณะที่จีนมีประสบการณ์และแนวทางปฏิบัติในด้านการพัฒนาสายพันธุ์พืชคุณภาพ การจัดการดินและน้ำ การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร ทั้งสองประเทศจึงมีจุดแข็งด้านการเกษตรที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน และมีโอกาสในการขยายความร่วมมืออีกมาก ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนและร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในหลากหลายด้าน อาทิ การปรับปรุงคุณภาพดิน การติดตามและเฝ้าระวังโรคและแมลงศัตรูพืชในพืชผลทางการเกษตร เกษตรกรรมแบบประหยัดน้ำ และการพัฒนาบุคลากร เป็นต้น

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 สถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เสนอชื่อเจ้าหน้าที่และบุคลากรด้านเทคนิคจากหน่วยงานเกษตรกรรมในจังหวัดกาฬสินธุ์และจังหวัดขอนแก่น ให้เดินทางไปประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการพัฒนาชนบท โดยผ่านการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและการศึกษาดูงานในพื้นที่จริง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชนบทอย่างลึกซึ้ง


ต่อมาในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน คณะผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรเขตร้อนแห่งประเทศจีนได้เดินทางมายังประเทศไทย เพื่อดำเนินโครงการสาธิตและเผยแพร่เทคโนโลยีการติดตามเฝ้าระวัง การเตือนภัยล่วงหน้า และการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวที่อพยพในลุ่มน้ำล้านช้าง–แม่น้ำโขงด้วยวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยลงพื้นที่แปลงเกษตรเพื่อดำเนินการติดตามและให้คำแนะนำแก่เกษตรกรโดยตรง

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2569 คณะรัฐมนตรีไทยได้อนุมัติร่างโครงการด้านการเกษตรภายใต้กองทุนพิเศษความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง พร้อมส่งเสริมเทคนิคการไถกลบฟางข้าวลงในดินและการนำฟางข้าวมาผลิตเป็นวัสดุเพาะกล้า เพื่อทดแทนการเผาในที่โล่ง อันเป็นการร่วมกันแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน


บทส่งท้าย

ในปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในการฟื้นตัว ซึ่งยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก ขณะเดียวกันก็มีทั้งโอกาสและความท้าทายเกิดขึ้นควบคู่กันไป จีนและไทยในฐานะพันธมิตรความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน และพันธมิตรสำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ต่างมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งและมีอนาคตที่ผูกพันกันอย่างใกล้ชิด การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงของประเทศจีนสร้างโอกาสในการพัฒนาให้แก่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งและศักยภาพในการพัฒนาของไทย ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจของจีนเข้ามาลงทุนและดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างกว้างขวาง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก มิตรภาพอันแน่นแฟ้นภายใต้วลีที่ว่า “จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน” ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำที่สร้างความอบอุ่นใจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านการลงมือช่วยเหลือและร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรมในทุกสถานการณ์

อีกทั้งยังนำมาซึ่งประโยชน์ที่ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถสัมผัสและเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน เมื่อมองไปข้างหน้า จีนพร้อมที่จะยืนเคียงข้างประเทศไทยอย่างมั่นคง และเดินหน้าร่วมกันในทุกสถานการณ์ พร้อมเปลี่ยนความมุ่งมั่นที่จะก้าวผ่านอุปสรรคไปด้วยกันให้เป็นผลสำเร็จจากความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ร่วมกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค ส่งเสริมการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ ตลอดจนจับมือกันสร้างอนาคตที่ดียิ่งขึ้นร่วมกัน