กาญจนบุรี - ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 9 ต.หนองไผ่ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด หลังได้รับความเดือดร้อนจากน้ำเสียและกลิ่นเหม็นจากโรงงานกำจัดขยะของบริษัทเอกชนรายใหญ่ ซึ่งส่งกลิ่นรบกวนประชาชนในรัศมีประมาณ 500 เมตร เกือบทุกหลังคาเรือน ล่าสุดจังหวัดส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ พบมีขยะกองรอฝังกลบไม่น้อยกว่า 50,000 ตัน พร้อมสั่งตรวจสอบการดำเนินกิจการและการปฏิบัติตามเงื่อนไขใบอนุญาต
นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี มอบหมายให้นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วยนายกรกรณ์ อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายอำเภอห้วยกระเจา ตำรวจ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 8 อุตสาหกรรมจังหวัด สรรพากรพื้นที่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมประชุมหารือก่อนลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2569 เวลาประมาณ 16.00 น.
เบื้องต้นพบว่าบริษัทดังกล่าวประกอบกิจการรับจ้างกำจัดขยะมูลฝอยทั่วไป รวมถึงเก็บและขนขยะโดยคิดค่าบริการ ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข จากองค์การบริหารส่วนตำบลวังไผ่
จากการตรวจสอบภายในโรงงานกำจัดขยะเนื้อที่ประมาณ 76 ไร่ พบว่ามีการคัดแยกและแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF) เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทน รวมทั้งมีระบบฝังกลบขยะเชิงวิศวกรรม (Engineered Landfill)
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการตรวจสอบพบว่ามีกลิ่นเหม็นโชยมาจากบริเวณบ่อฝังกลบ ซึ่งมีขยะกองรอจัดการอยู่ไม่น้อยกว่า 50,000 ตัน โดยกลิ่นลอยไปตามทิศทางลมและส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัศมีประมาณ 500 เมตร นอกจากนี้ ยังพบกระบวนการล้างและคัดแยกถุงพลาสติก ก่อนนำไปบดเป็นเศษพลาสติกเพื่อจำหน่ายต่อ
รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี จึงสั่งการให้องค์การบริหารส่วนตำบลวังไผ่ ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผู้อนุญาต เร่งตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบว่าผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขใบอนุญาต ให้ประสานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
ขณะเดียวกัน มอบหมายให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่ตรวจสอบรายได้และการเสียภาษีของผู้ประกอบการ ส่วนสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดให้ตรวจสอบรายละเอียดการขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานประเภท 106 หากพบว่าเข้าข่ายเป็นโรงงานแต่ไม่ได้รับอนุญาต ให้ดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงพิจารณาสั่งหยุดประกอบกิจการจนกว่าจะได้รับอนุญาต
ส่วนกรณีบริษัทรับขนขยะจากกรุงเทพมหานครมาจัดการในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประสานกรุงเทพมหานคร เพื่อขอรายละเอียดเงื่อนไขสัญญาจ้างกำจัดขยะมาตรวจสอบว่าบริษัทดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาหรือไม่
รายงานระบุว่า บริษัทดังกล่าวรับขยะจากศูนย์กำจัดมูลฝอยสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร เข้ามากำจัดวันละประมาณ 1,000 ตัน โดยนำขยะส่วนหนึ่งไปคัดแยกและรีไซเคิล รวมถึงแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง RDF สำหรับโรงงานปูนซีเมนต์ ส่วนที่เหลือประมาณ 20% นำไปฝังกลบ
สำหรับโครงการรับกำจัดขยะดังกล่าว อ้างอิงการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 และ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการ 23 ปี ระหว่างปี 2561-2583 และระยะเวลาจ้าง 20 ปี เริ่มขนขยะจากศูนย์กำจัดมูลฝอยสายไหมเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2565 กำหนดสิ้นสุดสัญญาวันที่ 8 พ.ค. 2585
ประเด็นดังกล่าวทำให้ชาวบ้านในพื้นที่กังวลว่า หากปัญหากลิ่นเหม็นและน้ำเสียยังไม่ได้รับการแก้ไข อาจต้องเผชิญผลกระทบต่อเนื่องไปอีกหลายปี จึงเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม


