xs
xsm
sm
md
lg

“โซลาร์ภาคประชาชน” รัฐกินรอบวง ช่างท้องถิ่นเข้าไม่ถึง ชาวบ้านขายไฟคืนไม่คุ้มค่า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นครพนม-โครงการโซลาร์ภาคประชาชนของรัฐบาลไกลเกินเอื้อม หลังภาครัฐดึงทีมงานดำเนินการตรง เหลือให้ช่างท้องถิ่นเป็นแค่ผู้รับจ้างตามสั่ง ทั้งระบบ On-Grid ยังไม่ตอบโจทย์ครัวเรือนส่วนใหญ่ เหตุส่วนต่างราคาขายไฟคืนต่ำกว่าราคาซื้อช่วงกลางคืนเกือบครึ่ง
วอนรัฐทบทวนแผนส่งเสริมเพื่อประโยชน์ประชาชน
ไม่ใช่แค่สร้างภาพจำหน่ายโครงการ


นายวรวุฒิ อินทร์เลิศ เจ้าของร้านวรวุฒิเซอร์วิสเซนเตอร์ อ.เมืองนครพนม
หลังจากโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ที่รัฐบาลเปิดโอกาสให้ครัวเรือนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้านั้น พบเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการรายย่อยที่มองว่ายังเข้าไม่ถึงโอกาสในการเข้าร่วมโครงการ ขณะที่รูปแบบการดำเนินงานและเงื่อนไขต่างๆ ยังเป็นอุปสรรคต่อช่างติดตั้งโซลาร์เซลล์ในพื้นที่

นายวรวุฒิ อินทร์เลิศ เจ้าของร้านวรวุฒิเซอร์วิสเซนเตอร์ อ.เมือง จ.นครพนม เปิดเผยว่าในส่วนของช่างท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อย แทบไม่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมกับโครงการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ (kW) ของรัฐบาลได้ เนื่องจากภาครัฐมีทีมงานดำเนินการและประสานงานกับประชาชนโดยตรง ส่วนช่างในพื้นที่มีบทบาทเพียงผู้รับจ้างติดตั้งตามคำสั่ง ไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการหรือเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจอย่างเต็มที่

ความคุ้มค่าของระบบโซลาร์เซลล์แบบออนกริด (On-Grid) ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้านั้น อาจไม่ตอบโจทย์ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะบ้านเรือนที่ไม่มีคนอยู่ในช่วงกลางวัน เพราะเป็นช่วงเวลาที่แผงโซลาร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มาก หากไม่มีการใช้ไฟฟ้าในช่วงดังกล่าว ประโยชน์ที่ได้รับอาจไม่เต็มประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน หากมีการขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้ภาครัฐในอัตราประมาณ 2.20 บาทต่อหน่วย แต่ในช่วงกลางคืนยังต้องซื้อไฟฟ้าจากระบบในอัตราประมาณ 4-5 บาทต่อหน่วย ก็ทำให้เกิดคำถามถึงความคุ้มค่าในการลงทุนและระยะเวลาคืนทุน โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีพฤติกรรมใช้ไฟฟ้าหนักในช่วงกลางคืน

นายวรวุฒิ กล่าวต่อว่าระบบออนกริดจะเหมาะกับสถานประกอบการที่เปิดให้บริการและใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องในช่วงกลางวันมากกว่า เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ หรือสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้ภายในกิจการโดยตรง ช่วยลดการดึงไฟฟ้าจากระบบหลักได้มากกว่าบ้านพักอาศัยที่ไม่มีคนอยู่ในเวลากลางวัน




นอกจากประเด็นความคุ้มค่าแล้ว ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ ทั้งระยะเวลาการรับประกันผลงานที่ยาวนาน ภาระความรับผิดชอบต่ออุปกรณ์และระบบ รวมถึงขั้นตอนการขออนุญาตและประสานงานกับการไฟฟ้าที่มีรายละเอียดค่อนข้างซับซ้อน ส่งผลให้ช่างรายย่อยในท้องถิ่นไม่มั่นใจว่าจะสามารถรับภาระและปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ครบถ้วน

นายวรวุฒิ กล่าวต่อว่าต้นทุนอุปกรณ์ แบตเตอรี่สำหรับระบบกักเก็บพลังงานยังมีราคาค่อนข้างสูง โดยเริ่มต้นประมาณ 35,000-50,000 บาท และอาจเพิ่มขึ้นถึงหลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับขนาดและความจุ เช่น แบตเตอรี่ขนาด 314 แอมป์ ซึ่งมีราคาสูงเกือบแตะหลักแสนบาท ทำให้ประชาชนต้องพิจารณางบประมาณและความจำเป็นในการใช้งานอย่างรอบคอบ

ทั้งนี้หากเปรียบเทียบระหว่างระบบโซลาร์เซลล์ที่มีแบตเตอรี่สำรองไฟ กับระบบออนกริด พบว่าระบบที่มีแบตเตอรี่ต้องดูแลเรื่องการชาร์จ การคายประจุ การควบคุมระบบ และมาตรฐานความปลอดภัยมากกว่า ขณะที่ระบบออนกริดมีรูปแบบการทำงานที่ไม่ซับซ้อนเท่า ภาระการดูแลหลักอยู่ที่การตรวจสอบระบบและทำความสะอาดแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์อย่างสม่ำเสมอ


นายวรวุฒิกล่าวทิ้งท้ายว่า การส่งเสริมพลังงานสะอาดเป็นเรื่องที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ แต่ภาครัฐควรเปิดโอกาสให้ช่างและผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทบทวนเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสภาพการประกอบอาชีพของรายย่อย รวมถึงให้ข้อมูลประชาชนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับต้นทุน ผลตอบแทน และข้อจำกัดของระบบแต่ละประเภท เพื่อให้ผู้ติดตั้งและประชาชนสามารถตัดสินใจได้เหมาะสม ไม่ใช่มุ่งส่งเสริมการติดตั้ง แต่ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับในระยะยาวด้วย