ฉะเชิงเทรา - เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา เผยความเสียหายหลังน้ำท่วมขังนานนับเดือน ต้นมะม่วงยืนต้นตายจำนวนมาก โดยเฉพาะน้ำดอกไม้สีทองเสียหายกว่า 80% สูญรายได้กว่า 2 ล้านบาท ขณะที่สมาชิกสหกรณ์หลายรายเริ่มถอดใจ เตรียมเปลี่ยนอาชีพ วอนรัฐบาลช่วยปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือปลอดดอกเบี้ย 3-4 ปี เพื่อประคองอาชีพและฟื้นฟูสวน
วันนี้ ( 4 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจสวนมะม่วงใน อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา หลังสถานการณ์น้ำท่วมขังต่อเนื่องนานนับเดือนเริ่มคลี่คลาย พบสวนมะม่วงหลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก ต้นมะม่วงยืนต้นตาย ใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล บางต้นเหลือเพียงลำต้น ขณะที่บางสวนเริ่มตัดโค่นต้นที่ตายทิ้ง เหลือเพียงตอไม้กระจายอยู่ทั่วพื้นที่
พื้นที่ อ.คลองเขื่อน และ อ.บางคล้า ถือเป็นแหล่งผลิตมะม่วงคุณภาพชื่อดังของประเทศไทย โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่ได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ และมีเอกลักษณ์ด้านรสชาติจากสภาพภูมิศาสตร์พื้นที่ 3 น้ำ ทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดมาอย่างยาวนาน
จากการสำรวจพบว่า สวนมะม่วงหลายแปลงได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออก มะม่วงขายตึก มะม่วงแก้วขมิ้น และมะม่วงทวายเดือนเก้า โดยบางแปลงต้นยืนต้นตายหมดแล้ว ส่วนสวนที่อยู่ในพื้นที่สูงกว่าเริ่มแสดงอาการใบเหี่ยวเฉา ขณะที่ช่อดอกที่กำลังจะให้ผลผลิตกลับไหม้เกรียมเป็นสีดำ
นายอำนาจ ตันเฉี่ยง อายุ 59 ปี ชาวบ้านหมู่ 3 ต.คลองเขื่อน อ.คลองเขื่อน และประธานสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาชิกสหกรณ์หลายรายเริ่มส่งสัญญาณว่าอาจต้องยุติอาชีพปลูกมะม่วง หลังเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก บางรายเตรียมหันไปปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา ยูคาลิปตัส มะละกอ หรือกลับไปทำนาข้าวและปลูกมะพร้าวน้ำหอมแทน
อย่างไรก็ตาม ตนยังต้องการรักษาอาชีพปลูกมะม่วงซึ่งเป็นสินค้าอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดไว้ เนื่องจากพื้นที่คลองเขื่อนมีศักยภาพในการผลิตมะม่วงคุณภาพสูง โดยเฉพาะน้ำดอกไม้สีทองที่เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งจังหวัดยังจัดงานวันมะม่วงต่อเนื่องมายาวนานกว่า 55 ปี
สำหรับสวนของตนมีพื้นที่ปลูกมะม่วง 55 ไร่ เดิมมีมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองสำหรับส่งออกประมาณ 3,000 ต้น แต่หลังน้ำท่วมเหลือรอดเพียง 300-400 ต้น หรือเสียหายประมาณ 80% ส่งผลให้สูญเสียรายได้กว่า 2 ล้านบาท เนื่องจากมะม่วงกำลังติดผลและเตรียมเก็บเกี่ยวออกสู่ตลาดในช่วงต้นปี 2570 คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 10-20 ตัน แต่กลับเสียหายทั้งหมด นอกจากนี้มะม่วงพันธุ์ขายตึกยังได้รับผลกระทบตามไปด้วย
นายอำนาจกล่าวอีกว่า มะม่วงน้ำดอกไม้เป็นพันธุ์ที่ไม่ทนต่อสภาพน้ำท่วมขัง แม้ถูกน้ำท่วมเพียง 5 วันก็เริ่มมีอาการใบเหี่ยวและร่วง ก่อนยืนต้นตาย ขณะที่มะม่วงขายตึกก็มีความทนทานต่อน้ำท่วมไม่มากนัก แม้บางสวนจะใช้ต้นตอมะม่วงกะล่อนซึ่งมีความทนทานต่อสภาพอากาศและน้ำท่วมได้ดี แต่เมื่อต้องเผชิญน้ำท่วมยาวนานนับเดือนก็ยังไม่สามารถรอดพ้นความเสียหายได้
จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะการสนับสนุนเงินทุนเพื่อฟื้นฟูสวน ปรับปรุงพื้นที่และสร้างคันดินป้องกันน้ำ รวมถึงจัดหากิ่งพันธุ์ใหม่มาปลูกทดแทนต้นที่เสียหาย ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือปลอดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3-4 ปี เพื่อให้เกษตรกรมีเวลาฟื้นฟูสวนจนกว่ามะม่วงที่ปลูกใหม่จะเติบโตและให้ผลผลิต สามารถนำรายได้มาชำระคืนเงินกู้ได้
ส่วนภาพรวมความเสียหายของสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ราชสาส์น อ.บางคล้า และ อ.คลองเขื่อน คาดว่าพื้นที่ปลูกมะม่วงได้รับความเสียหายประมาณ 70% ขณะที่ อ.พนมสารคาม ยังมีโอกาสฟื้นตัวได้มากกว่า เนื่องจากมีน้ำท่วมขังเพียงประมาณ 7 วัน
ทั้งนี้ สหกรณ์มีสมาชิกอยู่ใน 7 อำเภอ จากทั้งหมด 11 อำเภอของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแล้วกว่า 80 ราย จากสมาชิกทั้งหมด 123 ราย ส่วนความเสียหายภาพรวมทั้งจังหวัดยังอยู่ระหว่างรอการสำรวจและประเมินจากหน่วยงานราชการและสำนักงานเกษตรจังหวัด รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงส่งออก


