ตราด – เปิดผลศึกษาค่าผ่านทางโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะช้าง รถจักรยานยนต์ 90 บาท รถยนต์ 4 ล้อ 340 บาทต่อเที่ยว รถใหญ่สูงสุด 1,020 บาท ขณะที่ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราดขานรับ มองเป็นราคาที่เหมาะสมและคุ้มค่าเมื่อเทียบกับต้นทุนการเดินทางในอนาคต ชี้ช่วยแก้ปัญหาคอขวดการเดินทาง กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเกาะช้าง คาดเปิดให้บริการปี 2578
รายงานข่าวจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะช้าง จังหวัดตราด ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ระบุว่า กทพ. ได้สรุปผลการศึกษาความเหมาะสมด้านอัตราค่าผ่านทาง โดยพิจารณาเปรียบเทียบกับค่าโดยสารระบบขนส่งในปัจจุบัน รวมถึงผลสำรวจความคิดเห็นของผู้เดินทาง
เบื้องต้นกำหนดรูปแบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตราเดียว (Flat Rate) ณ ด่านเก็บเงินฝั่งอำเภอแหลมงอบ รองรับการชำระเงินทั้งระบบเงินสดและอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีอัตราค่าผ่านทางในปีแรกที่เปิดให้บริการ ดังนี้ คนเดินเท้า ฟรี รถจักรยานยนต์ 90 บาทต่อเที่ยว รถยนต์ 4 ล้อ 340 บาทต่อเที่ยว หรือไป-กลับ 680 บาท รถยนต์ 6–10 ล้อ 680 บาทต่อเที่ยว รถขนาดใหญ่กว่า 10 ล้อ 1,020 บาทต่อเที่ยว
สำหรับโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะช้าง มีระยะทางรวม 5.90 กิโลเมตร จุดเริ่มต้นบริเวณบ้านธรรมชาติล่าง ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ เชื่อมต่อไปยังบ้านด่านใหม่ ตำบลเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด มีมูลค่าลงทุนและค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 18,761.95 ล้านบาท
ด้านนายสุทธิลักษณ์ คุ้มครองรักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด กล่าวถึงอัตราค่าผ่านทางดังกล่าวว่า ภาคเอกชนและนักธุรกิจในพื้นที่มองว่าเป็นราคาที่รับได้และมีความเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาต้นทุนการเดินทางในอนาคต เนื่องจากปัจจุบันการนำรถยนต์ข้ามฝั่งด้วยเรือเฟอร์รี่มีค่าใช้จ่ายไป-กลับประมาณ 500–600 บาทอยู่แล้ว
ขณะที่โครงการสะพานเชื่อมเกาะช้างคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2578 หรืออีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า ซึ่งต้นทุนการเดินทางและค่าโดยสารเรือเฟอร์รี่อาจปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ จึงมองว่าอัตราค่าผ่านทางสะพานดังกล่าวมีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความสะดวกและระยะเวลาที่ประหยัดได้
นายสุทธิลักษณ์กล่าวว่า มีประชาชนสอบถามถึงความเหมาะสมของค่าผ่านทางอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยเรือเฟอร์รี่ในปัจจุบัน และแนวโน้มต้นทุนในอีก 10 ปีข้างหน้าแล้ว การจ่ายค่าผ่านทางเพื่อแลกกับความสะดวกรวดเร็วถือว่ามีความคุ้มค่า
ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราดยังระบุว่า ปัญหาสำคัญของการท่องเที่ยวเกาะช้างในปัจจุบันคือข้อจำกัดด้านการเดินทาง โดยเฉพาะช่วงที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องเสียเวลารอคิวขึ้นเรือเฟอร์รี่นานหลายชั่วโมง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายไปเที่ยวจังหวัดใกล้เคียงแทน
ดังนั้น หากมีสะพานข้ามเกาะช้างเกิดขึ้น จะช่วยลดปัญหาคอขวดด้านการเดินทาง เพิ่มความสะดวกในการสัญจรได้ตลอด 24 ชั่วโมง และเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด รวมถึงดึงดูดนักลงทุนจากภายนอกเข้ามาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงพยาบาลเอกชนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม ตลอดจนการขยายเส้นทางคมนาคม ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้จังหวัดตราดในระยะยาว
ทั้งนี้ กทพ. คาดการณ์ว่าเมื่อเปิดให้บริการในปี 2578 จะมีปริมาณการจราจรเริ่มต้นประมาณ 3,186 คันต่อวัน และเพิ่มขึ้นเป็น 8,978 คันต่อวัน ในปี 2607 อย่างไรก็ตาม อัตราค่าผ่านทางดังกล่าวยังเป็นเพียงผลการศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้น ต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติและประกาศจัดเก็บอย่างเป็นทางการต่อไป
นอกจากนี้ กทพ. กำหนดจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 เพื่อสรุปผลการศึกษาความเหมาะสมด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ แบ่งเป็น 2 เวที ได้แก่ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2569 เวลา 08.30–12.00 น. ณ โรงแรมตราดซิตี้ อำเภอเมืองตราด และวันที่ 13 พฤศจิกายน 2569 เวลา 08.30–12.00 น. ณ โรงแรมอัยยะปุระ เกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นต่อโครงการดังกล่าว


