อุดรธานี – ครม.เห็นชอบปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ที่ไม่ได้ผลิตในประเทศ จากเดิม 10% เป็น 35% มีผล 1 มกราคม 2570 มุ่งปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รักษาฐานการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเปิดทางเจรจาดึงนักลงทุนรายใหม่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศ
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่ จ.อุดรธานี ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ที่ไม่ได้ผลิตในประเทศ หรือรถยนต์นำเข้าที่ไม่มีชิ้นส่วนการผลิตภายในประเทศ รวมถึงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (HEV) จากเดิมจัดเก็บในอัตรา 10% เป็น 35% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป
มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของแรงงานไทยจำนวนมาก
รัฐบาลมองว่า การนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ลงทุนตั้งโรงงานและผลิตรถยนต์ภายในประเทศ มาตรการปรับภาษีครั้งนี้จึงมุ่งสร้างความสมดุลในการแข่งขัน ลดความได้เปรียบของรถยนต์นำเข้าที่ไม่ได้สร้างฐานการผลิตในไทย พร้อมรักษาฐานอุตสาหกรรมเดิมและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่
ทั้งนี้ ครม.ยังมอบหมายให้กรมสรรพสามิตเดินหน้าเจรจากับค่ายรถยนต์และผู้ประกอบการ เพื่อออกแบบมาตรการและโครงสร้างภาษีที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะบริษัทที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตจริงในประเทศไทย ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขที่ภาครัฐกำหนด
เบื้องต้นมีนักลงทุนรายใหญ่หลายรายเริ่มเข้าหารือกับภาครัฐ แสดงความสนใจเข้ามาลงทุนและขยายฐานการผลิตในประเทศไทย สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือดึงดูดเม็ดเงินลงทุน สร้างงาน และยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ในระยะยาว


