ท่าขี้เหล็ก/แขวงบ่อแก้ว – พม่าบุกจับ 83 คนไทย สแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์ในท่าขี้เหล็ก พบเปิดฐานปฏิบัติการในโรงแรม เปิดโน้ตบุ๊ก-มือถือ พร้อมสรรพรวมกว่าร้อยเครื่อง ขณะที่ลาว หิ้ว 18 สแกมฯส่งกลับไทย พบหมายจับติดตัว 1 ราย
วันนี้ (2 พ.ย.) ตำรวจท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ได้ควบคุมตัวบุคคลสัญชาติไทยจำนวน 83 คน เป็นชาย 42 หญิง 41 คน ดำเนินคดีในข้อหาหลวงลวงออนไลน์หรือแก๊งสแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์
Tachileik Like Online News สื่อท้องถิ่นในประเทศเมียนมารายงานว่าเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผานมา เจ้าหน้าที่เมียนมาได้นำกำลังบุกเข้าตรวจค้นโรงแรมแห่งหนึ่งในเขตสันทราย อ.ท่าขี้เหล็ก ห่างจากแม่น้ำสายชายแดนไทย-เมียนมา ประมาณ 300 เมตร เนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบเปิดเป็นสำนักงานออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต
ผลการตรวจค้นที่ชั้น 3-4 ของโรงแรม พบบุคคลทั้งหมดกำลังทำงานอยู่นหน้าจอคอมพิวเตอร์ พร้อมเครื่องคอมพิวเตอร์แลปทอป 40 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 75 เครื่อง จึงได้จับกุมตัวทั้งหมดดำเนินคดีที่สถานีตำรวจเมืองท่าขี้เหล็ก
รายงานข่าวแจ้งว่า ช่วง 4-5 ปีก่อนธุรกิจบ่อนการพนันออนไลน์ ขบวนการหลอกลวงหรือแก๊งสแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์ ได้ใช้พื้นที่ จ.ท่าขี้เหล็ก เป็นฐานในการเปิดให้นักเล่นการพนันออนไลน์ได้เสี่ยงโชคและหลอกลวงผู้คน กระทั่งปี 2567-2568 ถูกทางการจีน-เมียนมา ปราบปราบอย่างหนัก ขณะที่รัฐบาลไทยสั่งงดส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง พลังงานไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ต ทำให้กลุ่มก็ได้โยกย้ายไปอยู่ในพื้นที่อื่น
วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เชียงแสน จ.เชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ารับตัวบุคคลสัญชาติไทยจำนวน 18 คน เป็นชาย 12 หญิง 6 คน จากเจ้าหน้าที่กองบัญชาการป้องกันความสงบหรือตำรวจ แขวงบ่อแก้ว นำส่งผ่านสะพานมิตรภาพไทย-สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ระหว่าง อ.เชียงของ จ.เชียงราย และเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว
ทั้งหมดถูกทางการ สปป.ลาว จับกุมดำเนินคดีในแขวงบ่อแก้ว ฐานฉ้อโกงทางโทรคมนาคมหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ และคดีหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทาง สปป.ลาว พร้อมตรวจยึดคอมพิวเตอร์ จำนวน 10 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ จำนวน 12 เครื่อง
ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่ ตม.เชียงแสน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยรับมอบตัวทั้ง 18 คนแล้ว ได้ทำการคัดกรองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism : NRM) เบื้องต้นไม่พบสิ่งบ่งชี้ว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์
แต่พบว่าหนึ่งในนั้น เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีร่วมกันฉ้อโกงและนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จในฝั่งไทย เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวแยกดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนที่เหลือดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
เบื้องต้นทั้งหมดให้การว่าได้เดินทางไปทำงานใน สปป.ลาว เพราะหลงเชื่อประกาศรับสมัครงานทางออนไลน์ซึ่งเสนอค่าตอบแทนสูงพร้อมที่พักและอาหารฟรี จึงตัดสินใจเดินทางไปทำงานเนื่องจากต้องการมีรายได้และสวัสดิการที่ดี


