xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤตปราจีนบุรี! บทเรียนหลังน้ำท่วมสะท้อนปัญหากากอุตสาหกรรม สารปนเปื้อนกระจายลงชุมชน-แหล่งน้ำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปราจีนบุรี – จากวิกฤตน้ำท่วมปราจีนบุรีไม่ได้จบลงเพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนและพื้นที่เกษตร เมื่อมวลน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่อุตสาหกรรมและแหล่งสะสมกากของเสีย กลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม หลังมีรายงานพบคราบน้ำสีรุ้งคล้ายน้ำมัน น้ำสีดำไหลลงแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมถึงปลาตายจำนวนมากในหลายพื้นที่ สร้างความกังวลว่าน้ำท่วมอาจพัดพาสารปนเปื้อนเข้าสู่ชุมชน แม้ระดับน้ำจะลดลง แต่ความเสี่ยงจากสารตกค้างอาจยังไม่หมดไป

ข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม ระบุว่า น้ำท่วมส่งผลกระทบ 5 อำเภอของ จ.ปราจีนบุรี ได้แก่ กบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ เมืองปราจีนบุรี บ้านสร้าง และศรีมโหสถ รวม 50 ตำบล 535 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 51,390 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต 26 ราย นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 127,000 ไร่ ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบกว่า 4,400 ราย และสัตว์ตายหรือสูญหายเบื้องต้นกว่า 466,000 ตัว


แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้จากปัญาหน้ำท่วม คือปัญหากากอุตสาหกรรมและการจัดการของเสียที่มีอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเกิดน้ำหลากจึงเกิดคำถามสำคัญว่า มวลน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่เสี่ยงได้พัดพาสารเคมีหรือสารปนเปื้อนออกสู่พื้นที่เกษตรกรรม ชุมชน และแม่น้ำปราจีนบุรีมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะ ในพื้นที่ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ ซึ่งอยู่ใกล้บ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด หลังมีรายงานพบคราบน้ำสีรุ้งคล้ายน้ำมันปะปนมากับน้ำท่วม และน้ำไหลออกนอกพื้นที่โรงงานเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมและบริเวณใกล้เคียง

ผลตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำจากพื้นที่ท้ายน้ำบ่อฝังกลบ 3 จุด พบว่าจุดใกล้คันดินซึ่งมีรายงานการรั่วไหลมากที่สุด ห่างประมาณ 65 เมตร ตรวจพบสารกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนสูงถึง 114,860 มิลลิกรัมต่อลิตร พร้อมตรวจพบเหล็กและอะลูมิเนียม ส่วนจุดที่อยู่ห่างออกไปพบค่าปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนและโลหะในปริมาณลดลง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานพบคราบคล้ายน้ำมันสีรุ้งและน้ำสีดำในท้องร่องและแปลงนา ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี รวมถึงคราบน้ำมันในคลองลำผักชี บริเวณ ต.คู้ลำพัน และ ต.โคกปีบ อ.ศรีมโหสถ ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่โรงงานฝังกลบและโรงงานรีไซเคิล ภายหลังการตรวจสอบ กระทรวงอุตสาหกรรมมีคำสั่งให้โรงงานในพื้นที่ ต.หัวหว้า จำนวน 2 แห่ง ซึ่งเป็นโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 หยุดประกอบกิจการชั่วคราวตามมาตรา 37 และ 39 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายกรณีพบปัญหาการรั่วไหลของสารปนเปื้อน


อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลเกิดขึ้นบริเวณประตูระบายน้ำเพชรเอิม ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี เมื่อมีน้ำสีดำไหลจากพื้นที่น้ำท่วมลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี จนเห็นความแตกต่างระหว่างน้ำสีดำกับน้ำสีน้ำตาล พร้อมมีรายงานกลิ่นเหม็นฉุน โดยพื้นที่ต้นทางเป็นทุ่งนาหลายพันไร่ที่ถูกน้ำท่วมขัง ก่อนมีการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำ

แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่เก็บตัวอย่างตรวจสอบเบื้องต้น และระบุว่าผลตรวจอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแหล่งน้ำผิวดินทุกพารามิเตอร์ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากลิ่นอาจเกิดจากวัชพืชเน่าเสีย แต่กรณีดังกล่าวยังสะท้อนความจำเป็นในการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประวัติพบของเสียหรืออยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน มีรายงานปลาตายจำนวนมากในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ กบินทร์บุรี เมืองปราจีนบุรี และบ้านสร้าง โดยบางจุดบริเวณกระชังปลาตรวจพบค่าออกซิเจนละลายในน้ำ หรือ DO ต่ำกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่เสี่ยงต่อการขาดออกซิเจนของสัตว์น้ำ อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการตายของปลาเกิดจากสารพิษอุตสาหกรรมโดยตรง เพราะอาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำเน่าเสียและปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง

ความกังวลของประชาชนในพื้นที่สะท้อน จากการบอกเล่าของ นายธีระ ศรีมงคล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านสระมะเขือ ต.โคกปีบ อ.ศรีมโหสถ ว่า พื้นที่เริ่มถูกน้ำท่วมตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังฝนตกต่อเนื่อง โดยเป็นพื้นที่ทุ่งรับน้ำของชลประทานบางปะกง แต่หลังน้ำหลากเพียง 1-2 วัน กลับพบคราบน้ำสีรุ้งคล้ายน้ำมันปะปนในทุ่งนา ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ฝังกลบกากอุตสาหกรรม


ผู้ใหญ่บ้าน ระบุว่า หลังน้ำท่วม บ่อฝังกลบและบ่อบำบัดภายในพื้นที่อุตสาหกรรมถูกน้ำท่วม จึงเกิดความกังวลเรื่องสารเคมี โลหะหนัก และน้ำมันรั่วไหล แม้ปัจจุบันระดับน้ำเริ่มลดลง แต่บางจุดกลับมีน้ำสีดำและกลิ่นเหม็นรุนแรงผิดไปจากสภาพที่เคยพบในช่วงน้ำหลากตามปกติ

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจคัดกรองสารโลหะหนักในปัสสาวะประชาชนช่วงวันที่ 6-7 ตุลาคม พบผู้มีผลตรวจผิดปกติ 73 ราย รวมถึงผู้ใหญ่บ้านเอง แต่ขณะนั้นยังอยู่ระหว่างรอผลอย่างเป็นทางการ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าความผิดปกติดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการปนเปื้อนจากน้ำท่วม หรือเป็นการสะสมจากช่วงเวลาก่อนหน้า

ชาวบ้านยังวิตกเรื่องความปลอดภัยของปลาและสัตว์น้ำที่จับได้ รวมถึงน้ำจากระบบประปาหมู่บ้านที่ตั้งอยู่กลางทุ่ง แม้ชุมชนจะพยายามทำคันดินป้องกันน้ำไว้แล้วก็ตาม โดยระหว่างเกิดเหตุประชาชนต้องช่วยเหลือกันเอง ทั้งการหาแหล่งน้ำกินน้ำใช้และการดูแลความเป็นอยู่


ผู้ใหญ่ธีระ ยังบอกอีกว่า ปัญหาจากพื้นที่อุตสาหกรรมไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วม แต่ชาวบ้านเผชิญกลิ่นสารเคมีและฝุ่นจากพื้นที่กองของเสียมานานประมาณ 4 ปี โดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่มีกลิ่นรุนแรง บางครั้งผู้สูงอายุมีอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่สะดวก ขณะที่นาข้าวหลายพันไร่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถกลับมาเพาะปลูกได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาการระบายน้ำหรือฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย แต่เป็นโจทย์ใหญ่ด้านการจัดการกากอุตสาหกรรมของ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งมีรายงานการพบกองขยะอิเล็กทรอนิกส์ เศษสายไฟ ภาชนะบรรจุสารเคมี และของเสียสะสมในหลายพื้นที่มาก่อนแล้ว เมื่อน้ำท่วมเข้าถึงพื้นที่เหล่านี้ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงที่ของเสียจะถูกพัดพาไปยังพื้นที่ต่ำ แหล่งน้ำ และชุมชนโดยรอบ

สิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการจึงไม่ใช่เพียงการตรวจน้ำในช่วงเกิดเหตุ แต่ต้องตรวจสอบให้ครอบคลุมทั้งน้ำ ดิน และตะกอนในพื้นที่เสี่ยง เปิดเผยผลวิเคราะห์ให้ประชาชนเข้าถึงได้ พร้อมติดตามสารตกค้างหลังน้ำลด ประเมินผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรและแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตลอดจนตรวจสอบโรงงานและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาต้นตอและกำหนดมาตรการฟื้นฟูอย่างเป็นรูปธรรม


สำหรับชาวปราจีนบุรี น้ำที่ลดลงอาจหมายถึงการสิ้นสุดของอุทกภัย แต่หากยังมีสารปนเปื้อนตกค้างในดินและแหล่งน้ำ วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนก็อาจเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น