อุตสาหกรรมเร่งสะสางปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และโรงงานรีไซเคิลผิดกฎหมาย ตั้งทีมเฉพาะกิจตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยงกว่า 1,500 แห่งใน 5 จังหวัด พร้อมอุดช่องโหว่กฎหมาย เพิ่มโทษผู้ฝ่าฝืน ลั่นไม่แก้ไขตามคำสั่งต้องปิดกิจการ
วันนี้ 31 ต.ค.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยแนวทางแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และโรงงานรีไซเคิลผิดกฎหมายว่า คณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้วางกลไกทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งเป็น 3 คณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับคณะทำงานชุดแรก มุ่งปราบปรามและกวาดล้างโรงงานกลุ่มเสี่ยงประเภท 105 และ 106 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะนำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบติดตามและแก้ไขข้อร้องเรียนจากประชาชน
ส่วนชุดที่สอง ดูแลมาตรการควบคุมการนำเข้าและส่งออก โดยมีกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศร่วมตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสินค้า พร้อมทบทวนหลักเกณฑ์และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ชุดที่สามมุ่งปรับปรุงกฎหมายและเพิ่มบทลงโทษ เพื่อป้องกันผู้ประกอบการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
นายวราวุธกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานประเภท 105 และ 106 รวม 3,049 แห่ง ในจำนวนนี้กว่า 1,500 แห่งกระจุกตัวอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ จึงสั่งตั้งทีมเฉพาะกิจบูรณาการกำลังจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัด หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น
การตรวจสอบจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยเน้นโรงงานในพื้นที่เสี่ยงสูง โรงงานที่มีประชาชนร้องเรียน และสถานประกอบการที่เคยถูกสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขแต่ยังเพิกเฉยหรือขอขยายเวลาซ้ำซาก พร้อมกำหนดกรอบเวลาให้เห็นความคืบหน้าภายใน 1 สัปดาห์
“จากนี้จะไม่มีการผ่อนปรน หากโรงงานไม่สามารถดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องได้ ก็ต้องปิดโรงงาน” นายวราวุธกล่าว พร้อมย้ำว่าจะตรวจสอบโรงงานที่อาจใช้บุคคลอื่นเป็นนอมินีถือครองกิจการ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและความรับผิดทางกฎหมายด้วย
ด้านการดำเนินคดีกับโรงงานที่ฝ่าฝืน กระทรวงอุตสาหกรรมใช้มาตรการตาม พ.ร.บ.โรงงาน ทั้งมาตรา 37 และมาตรา 39 รวมถึงการฟ้องร้องทางแพ่ง และเตรียมขยายผลไปสู่คดีอาญา นอกจากนี้ ยังหารือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อผลักดันความผิดด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นความผิดมูลฐาน เปิดทางตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินการกับเครือข่ายผู้อยู่เบื้องหลังธุรกิจผิดกฎหมาย
ขณะเดียวกัน อยู่ระหว่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อเพิ่มอัตราโทษและยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงทบทวนมาตรา 21 ที่เปิดช่องให้เช่าซื้อหรือโอนสิทธิใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมพิจารณาแนวทางแก้ไขหรือยกเลิก ตลอดจนทบทวนระบบต่ออายุใบอนุญาตทุก 5 ปี โดยหารือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม
ส่วนปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ แม้ประเทศไทยประกาศห้ามนำเข้าซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ปี 2563 แต่ยังพบความพยายามลักลอบผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยเฉพาะเศษซากรถยนต์บดอัดเป็นก้อน ซึ่งอาจมีสายไฟและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปะปนมา ทำให้เกิดปัญหาการตีความว่าสินค้าดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่
กระทรวงฯ จึงเตรียมกำหนดมาตรฐานสัดส่วนการปนเปื้อนให้ชัดเจนตามหลักสากล เพื่อปิดช่องว่างการนำเข้าและป้องกันการสำแดงสินค้าเท็จ โดยต้องคำนึงถึงความจำเป็นของภาคอุตสาหกรรมที่ยังต้องใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบในการผลิตด้วย พร้อมหารือกรมศุลกากรและกระทรวงพาณิชย์เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นทางนำเข้าจนถึงโรงงานปลายทาง และกำหนดให้โรงงานจัดซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่สามารถตรวจสอบได้
สำหรับโรงงานที่ถูกสั่งหยุดกิจการจนกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน นายวราวุธยืนยันว่า ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายเป็นอันดับแรก ผลกระทบทางธุรกิจสามารถนำมาหารือเพื่อหาทางออกได้ แต่ไม่ใช่ข้ออ้างในการละเมิดกฎหมาย หากพบว่าประกอบกิจการไม่ตรงกับประเภทที่ได้รับอนุญาต อาจพิจารณาถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต พร้อมประสานตำรวจเข้าตรวจสอบ
ส่วนการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ โดยเฉพาะกรณี จ.ปราจีนบุรี ที่พบคราบน้ำปนเปื้อนไหลออกจากพื้นที่โรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมหารือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรหลังระดับน้ำลดลง หากสามารถระบุผู้ก่อมลพิษได้ ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด แต่หากไม่สามารถตรวจสอบเจ้าของของกลางหรือผู้ก่อเหตุได้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะใช้งบประมาณของหน่วยงานเข้าดำเนินการ และหากไม่เพียงพอจะเสนอขอใช้งบกลาง
นอกจากนี้ เตรียมตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างบริษัท หน่วยงานจังหวัด และตัวแทนประชาชนที่ได้รับความเสียหาย เพื่อประเมินผลกระทบและกำหนดวงเงินเยียวยาอย่างเหมาะสม


