xs
xsm
sm
md
lg

ทนายวัดพระธาตุพนมโต้ปมเงิน 114 ล้านหาย ยันเหลือ 81.8 ล้าน เปิดเช็คเบิกจ่าย 12 ล้านสมัยกรรมการชุดก่อน จี้แจงนำเงินไปใช้ทำอะไร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นครพนม – คณะกรรมการวัดพระธาตุพนมเปิดเอกสารบัญชีชี้แจงปมร้อนเงินวัด 114 ล้านบาท หลังอดีตนายอำเภอธาตุพนมโพสต์ตั้งข้อสงสัยเงินสะสมลดฮวบในรอบ 2 ปี ทนายวัดยืนยันเงินไม่ได้หมด เผยยอดคงเหลือล่าสุดกว่า 81.8 ล้านบาท พร้อมเปิดประเด็นตรวจพบรายการเบิกจ่ายเช็คเงินสด 7 ฉบับ รวมประมาณ 12 ล้านบาท ในสมัยคณะกรรมการชุดก่อน เรียกร้องอดีตไวยาวัจกรชี้แจงวัตถุประสงค์การใช้เงิน ขณะที่ฝ่ายวัดเตรียมดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จจนทำให้วัดเสียหาย



วันนี้( 31 ต.ค)ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดนครพนมว่า ที่ห้องประชุมฝ่ายจัดการผลประโยชน์ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม คณะกรรมการบริหารวัดจำนวน 8 คน ได้ประชุมหารือเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของวัด ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์

การแถลงข่าวครั้งนี้มีนายสุระธวิชญ์ ขันติญาราษฎร์ ประธานคณะกรรมการบริหารวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร พร้อมด้วยนายณพจน์ศกร ทรัพย์สิทธิ์ ทนายความประจำวัด และคณะกรรมการวัด ร่วมชี้แจงต่อสื่อมวลชน โดยนำเอกสารบัญชีรายรับรายจ่าย รายการทางการเงิน และสำเนาโฉนดที่ดินของวัดมาแสดงประกอบการแถลงข่าว ท่ามกลางความสนใจของประชาชนและพุทธศาสนิกชนที่ติดตามประเด็นดังกล่าว

ทั้งนี้ มี พ.ต.ท.ถนอมศักดิ์ ไชยบุรมย์ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.ธาตุพนม พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมดูแลความสงบเรียบร้อยบริเวณสถานที่แถลงข่าว


สืบเนื่องจากนายจักรพงษ์ ปทุมไกยะ อดีตนายอำเภอธาตุพนม และอดีตไวยาวัจกรวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารเงินของวัด โดยระบุว่าเดิมวัดมีเงินสะสมประมาณ 114 ล้านบาท แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2 ปี เงินดังกล่าวกลับลดลงอย่างมาก พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการ และเรียกร้องให้คณะกรรมการวัดชุดปัจจุบันเปิดเผยยอดเงินคงเหลือที่แท้จริง

นายณพจน์ศกรเปิดเผยว่า คณะกรรมการวัดชุดปัจจุบันเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ประมาณเดือนตุลาคม 2568 และได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกับวัดทั้งหมด เพื่อจัดระบบการบริหารการเงินให้สอดคล้องกับระเบียบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

จากการตรวจสอบพบว่า วัดมีบัญชีธนาคารรวม 45 บัญชี โดยยอดเงินที่ตรวจสอบได้ในช่วงปี 2568 อยู่ที่ 94,044,234.99 บาท ไม่ใช่จำนวน 114 ล้านบาทตามที่มีการกล่าวอ้าง ขณะที่คณะกรรมการชุดปัจจุบันได้ดำเนินการรวบรวมและตรวจสอบบัญชีที่มีความซ้ำซ้อน เพื่อให้สามารถติดตามรายรับรายจ่ายได้อย่างเป็นระบบ


ล่าสุด จากข้อมูลบัญชีที่ฝ่ายวัดนำมาแถลง พบว่ามีเงินคงเหลือรวม 81,800,473.36 บาท จึงยืนยันว่าข้อกล่าวอ้างที่ว่าเงินของวัดแทบหมดหรือไม่เหลือเงินสำหรับบริหารจัดการนั้น ไม่ตรงกับข้อมูลที่คณะกรรมการตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบยอดเงินที่ตรวจสอบได้ในปี 2568 กับยอดคงเหลือล่าสุด พบว่ามีส่วนต่างประมาณ 12.24 ล้านบาท ซึ่งยังจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดรายรับรายจ่ายในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของยอดเงินอย่างครบถ้วน

นายณพจน์ศกรกล่าวต่อว่า คณะกรรมการชุดปัจจุบันยังตรวจสอบพบรายการเบิกจ่ายเงินผ่านเช็คเงินสดในช่วงที่คณะกรรมการชุดก่อนปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 7 ฉบับ รวมเป็นเงินประมาณ 12 ล้านบาท โดยมีรายการสำคัญ ได้แก่ วันที่ 20 สิงหาคม 2567 จำนวน 8 ล้านบาท และวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 จำนวน 2.6 ล้านบาท


นอกจากนี้ ยังมีรายการเบิกจ่ายวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 ประมาณ 980,000 บาท วันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ประมาณ 390,000 บาท และวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 ประมาณ 320,000 บาท รวมถึงรายการอื่น ๆ ซึ่งฝ่ายวัดระบุว่ามีเอกสารเช็คและลายมือชื่อผู้เกี่ยวข้องประกอบการตรวจสอบ

ทนายความประจำวัดระบุว่า คณะกรรมการชุดปัจจุบันต้องการทราบวัตถุประสงค์และรายละเอียดการใช้จ่ายเงินดังกล่าว เนื่องจากยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาที่ไปของรายการเบิกจ่าย จึงขอให้อดีตไวยาวัจกรและผู้เกี่ยวข้องในช่วงเวลานั้นออกมาชี้แจงต่อสาธารณชน เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับรายการเช็คดังกล่าวเป็นข้อสงสัยที่ฝ่ายคณะกรรมการวัดชุดปัจจุบันนำมาเปิดเผย ยังไม่อาจสรุปได้ว่าการเบิกจ่ายเงินเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องหรือผิดกฎหมาย จนกว่าจะมีการตรวจสอบเอกสารและรับฟังคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน

สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินจำนวน 30 ล้านบาท ซึ่งเดิมอยู่ในบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาเรณูนคร และมีการถอนออกจากบัญชีนั้น นายณพจน์ศกรชี้แจงว่า เป็นการปิดบัญชีเดิมและย้ายเงินไปเปิดบัญชีใหม่ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาธาตุพนม เพื่อความสะดวกในการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน โดยยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้สูญหายไปตามที่มีการตั้งข้อสงสัย

ส่วนการบริหารรายรับรายจ่ายของวัด นายณพจน์ศกรระบุว่า รายได้หลักมาจากเงินบริจาคของพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาสักการะองค์พระธาตุพนม โดยมีการตรวจนับเงินจากตู้บริจาคเป็นประจำและนำฝากเข้าบัญชีธนาคาร ขณะที่การใช้จ่ายเงินต้องดำเนินการตามขั้นตอนและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าอาวาส ไม่ใช่การตัดสินใจของคณะกรรมการเพียงฝ่ายเดียว

นอกจากนี้ วัดยังมีภาระค่าใช้จ่ายประจำ ทั้งค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าประมาณเดือนละ 800,000 บาท ตลอดจนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ การบำรุงรักษาศาสนสถาน การปรับปรุงภูมิทัศน์ และการบูรณะองค์พระธาตุพนม ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญที่ประชาชนทั่วประเทศให้ความเคารพศรัทธา


นายณพจน์ศกรกล่าวด้วยว่า การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเงินของวัดควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและเอกสารที่ตรวจสอบได้ เนื่องจากวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน หากมีการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของวัด

คณะกรรมการวัดจึงเตรียมพิจารณาใช้สิทธิทางกฎหมายกับบุคคลที่เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ รวมถึงผู้แชร์หรือผู้เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดและก่อให้เกิดความเสียหาย