ราชบุรี - ผู้ว่าฯ ราชบุรีนำหน่วยงานเกษตรลงพื้นที่ตรวจสวนมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่พิกุลทอง–ดำเนินสะดวก หลังน้ำท่วมขัง พบผลผลิตที่ทะลายจมน้ำเสี่ยงมีกลิ่นเหม็น รสเปรี้ยว เน่าเสีย วอนเจ้าของสวนและคนตัดคัดคุณภาพอย่างเข้มงวด พร้อมแจงเกณฑ์เยียวยา ต้นตายรับ 6,800 บาทต่อไร่ ส่วนต้นชะงักการเจริญเติบโตรับ 3,400 บาทต่อไร่ ตามเงื่อนไขที่กำหนด
วันนี้ ( 29 ต.ค.) นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นำหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและผู้นำชุมชน ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของสวนมะพร้าวน้ำหอมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดราชบุรี พร้อมชี้แจงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และขอความร่วมมือผู้เกี่ยวข้องคัดเลือกผลผลิตที่มีคุณภาพ เพื่อรักษาชื่อเสียงมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีนายกองค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเกษตรกรร่วมตรวจสอบสวนมะพร้าวในพื้นที่ ต.พิกุลทอง อ.เมืองราชบุรี และแปลงปลูกมะพร้าวน้ำหอม ต.ท่านัด อ.ดำเนินสะดวก พบว่า หากระดับน้ำท่วมไม่สูงถึงทะลายมะพร้าว ผลผลิตยังคงมีรสชาติและกลิ่นหอมหวานตามปกติ แต่หากน้ำท่วมสูงจนถึงทะลาย น้ำคลองหรือน้ำโคลนอาจซึมเข้าไปในผล ทำให้มะพร้าวมีกลิ่นผิดปกติ รสเปรี้ยว และเน่าเสียจนไม่สามารถบริโภคหรือจำหน่ายได้
นอกจากนี้ มะพร้าวที่จมน้ำยังมีจุดสังเกตเป็นคราบสีเหลืองบริเวณเปลือก เจ้าหน้าที่จึงขอความร่วมมือเจ้าของสวนและคนตัดมะพร้าวให้ตรวจสอบผลผลิตอย่างละเอียด หากพบผลที่จมน้ำและได้รับความเสียหาย ต้องคัดทิ้งทันที ห้ามนำไปปะปนกับมะพร้าวคุณภาพดีเพื่อจำหน่าย เนื่องจากอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและพ่อค้าคนกลาง รวมถึงส่งผลเสียต่อชื่อเสียงมะพร้าวน้ำหอมราชบุรีในระยะยาว
สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรเป็นปัจจุบัน จะได้รับความช่วยเหลือตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ได้แก่
•กรณีต้นมะพร้าวตาย เช่น ต้นขนาดเล็กที่ถูกน้ำท่วมขังนาน 2-3 สัปดาห์ ได้รับเงินช่วยเหลือ 6,800 บาทต่อไร่ สูงสุดไม่เกิน 30 ไร่
•กรณีต้นมะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต ได้รับเงินช่วยเหลือ 3,400 บาทต่อไร่ โดยกรณีต้นมะพร้าวอายุ 4-5 ปีขึ้นไป ต้องมีน้ำท่วมขังนานถึง 30 วัน จึงจะเข้าเกณฑ์ได้รับความช่วยเหลือ
ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน จังหวัดราชบุรีได้ทำหนังสือหารือไปยังกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งขณะนี้ยังต้องรอความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝากเตือนเกษตรกรให้ความสำคัญกับการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันทุกปี รวมถึงแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลเมื่อมีการเปลี่ยนชนิดพืชที่ปลูก เพื่อรักษาสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการของภาครัฐเมื่อเกิดภัยพิบัติ


