xs
xsm
sm
md
lg

พระธาตุพนมสะเทือน! อดีตนายอำเภอโพสต์เดือด ตั้งคำถามเงินวัด 114 ล้าน ผ่านไปไม่ถึง 2 ปี เงินลดฮวบ อ้างเงินฝากก้อนสุดท้าย 30 ล้านถูกถอนหมด!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นครพนม – อดีตนายอำเภอธาตุพนมและอดีตไวยาวัจกรวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร โพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงเงินสะสมของวัด 114 ล้านบาท อ้างผ่านไปไม่ถึง 2 ปี เงินลดลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่เงินฝากประจำก้อนสุดท้าย 30 ล้านบาท ที่กันไว้จ่ายค่าน้ำค่าไฟก็ถูกถอนออกจนหมด เรียกร้องคณะกรรมการวัดเปิดเผยยอดเงินคงเหลือและรายรับจากเงินบริจาค เพื่อความโปร่งใส


วันนี้( 30 ต.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดประเด็นร้อนในโลกโซเชียล หลังนายจักรพงษ์ ปทุมไกยะ อดีตนายอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม และอดีตไวยาวัจกรวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ช่วงปี 2567–2568 ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “นายอำเภอ นายจักรพงษ์ ปทุมไกยะ” ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะทางการเงินและการบริหารจัดการภายในวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกและศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

นายจักรพงษ์ระบุว่า สาเหตุที่ตัดสินใจออกมาโพสต์เรื่องดังกล่าว เพราะมีความเป็นห่วงวัดพระธาตุพนมอย่างแท้จริง โดยย้อนถึงช่วงเวลาที่ตนปฏิบัติหน้าที่นายอำเภอธาตุพนมและไวยาวัจกรวัดพระธาตุพนมเป็นระยะเวลาประมาณ 8 เดือน ซึ่งขณะนั้นวัดมีเงินเก็บสะสมสูงถึง 114 ล้านบาท


อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึง 2 ปี กลับมีข้อสงสัยว่าเงินสะสมของวัดลดลงอย่างรวดเร็วจนแทบไม่เหลือ โดยนายจักรพงษ์กล่าวอ้างว่า แม้แต่เงินฝากประจำก้อนสุดท้ายจำนวน 30 ล้านบาท ซึ่งกันไว้เป็นเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค ทั้งค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าภายในวัด ก็ถูกถอนออกไปจนหมดแล้ว

ประเด็นดังกล่าวทำให้อดีตนายอำเภอธาตุพนมตั้งคำถามถึงคณะกรรมการบริหารวัดชุดปัจจุบันว่า เงินสะสมจำนวน 114 ล้านบาทถูกนำไปใช้จ่ายในเรื่องใดบ้าง ปัจจุบันวัดมีเงินเหลืออยู่เท่าไร และเหตุใดเงินฝากประจำจำนวน 30 ล้านบาทจึงถูกถอนออกไป

พร้อมเรียกร้องให้ผู้รับผิดชอบออกมาเปิดเผยรายละเอียดทางการเงิน ทั้งยอดเงินบริจาค รายรับ รายจ่าย และเงินคงเหลือในบัญชีธนาคาร เพื่อให้ประชาชนและพุทธศาสนิกชนที่ร่วมทำบุญด้วยความศรัทธาได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ นายจักรพงษ์ยังกล่าวถึงปัญหาการจัดระเบียบพื้นที่บริเวณวัดพระธาตุพนม โดยระบุว่า ในช่วงที่ตนปฏิบัติหน้าที่ไวยาวัจกร ไม่พบปัญหากลุ่มบุคคลยัดเยียดจำหน่ายดอกไม้แก่นักท่องเที่ยว รวมถึงปัญหาการขูดขีดรถยนต์เพื่อสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้เดินทางมากราบสักการะองค์พระธาตุพนม ซึ่งเจ้าตัวตั้งข้อสังเกตว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน


การออกมาโพสต์ตั้งคำถามของอดีตนายอำเภอธาตุพนมครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง เนื่องจากวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารเป็นปูชนียสถานสำคัญของประเทศ มีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวลาวเดินทางมาร่วมทำบุญอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเงินสะสม 114 ล้านบาท และข้อกล่าวอ้างเรื่องการถอนเงินฝากประจำ 30 ล้านบาท เป็นข้อมูลที่นายจักรพงษ์ระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ยังไม่มีเอกสารทางการเงินหรือผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการมายืนยันว่าเงินดังกล่าวสูญหายหรือมีการใช้จ่ายโดยมิชอบ

จึงต้องติดตามว่าคณะกรรมการบริหารวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารจะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของวัดอย่างไร เพื่อคลายข้อสงสัยของประชาชนและรักษาความเชื่อมั่นต่อการบริหารเงินบริจาคจากพุทธศาสนิกชน