xs
xsm
sm
md
lg

รพ.นครปฐม สดุดีครอบครัวชายวัย 58 ปี บริจาคอวัยวะช่วยต่อชีวิตผู้ป่วย 5 ราย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นครปฐม - แพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลนครปฐมร่วมสดุดี “มาโนช โพแค” ชายวัย 58 ปี ซึ่งครอบครัวตัดสินใจบริจาคอวัยวะหลังแพทย์วินิจฉัยสมองตาย ส่งต่อดวงตา 2 ข้าง ไต 2 ข้าง และลิ้นหัวใจ สร้างโอกาสให้ผู้ป่วยรวม 5 รายได้มีชีวิตต่อไป ด้านภรรยาเผยลูก ๆ เห็นพ้องให้การจากไปของพ่อเป็นกุศลครั้งสุดท้าย

วันนี้( 29 ต.ค.) แพทย์หญิงอุษณีย์ พูลวิวัฒน์ชัยการ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลนครปฐม พร้อมคณะแพทย์และพยาบาล นางศิริรักษ์ สุวรรณไพร รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม ตลอดจนผู้นำชุมชนตำบลดอนยายหอม ร่วมพิธีฌาปนกิจนายมาโนช โพแค อายุ 58 ปี ผู้บริจาคอวัยวะเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยรายอื่น ที่ฌาปนสถานวัดดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความโศกเศร้าของครอบครัวและผู้ใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็มีความปลื้มปีติที่นายมาโนชได้ส่งต่อโอกาสในการมีชีวิตให้แก่ผู้อื่น โดยแพทย์หญิงอุษณีย์ได้กล่าวคำสดุดีเพื่อยกย่องคุณงามความดีของผู้บริจาค ก่อนเคลื่อนร่างเข้าสู่เมรุประกอบพิธีฌาปนกิจ

แพทย์หญิงอุษณีย์เปิดเผยว่า นายมาโนชถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลนครปฐมเมื่อคืนวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ทีมแพทย์ได้ตรวจประเมินและแจ้งครอบครัวว่าผู้ป่วยมีภาวะสมองตาย จากนั้นครอบครัวแสดงความประสงค์บริจาคอวัยวะที่ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เพื่อส่งต่อให้ผู้ป่วยที่รอรับอวัยวะ

อวัยวะที่ได้รับบริจาคประกอบด้วยดวงตา 2 ข้าง ไต 2 ข้าง และลิ้นหัวใจ โดยมีการประสานทีมแพทย์จากสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์เข้ารับอวัยวะ ส่วนดวงตาเก็บรักษาไว้ที่โรงพยาบาลนครปฐม ก่อนส่งต่อไปยังสภากาชาดไทยเพื่อดำเนินการตามระบบจัดสรรอวัยวะต่อไป ทั้งนี้ การบริจาคครั้งนี้สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้รวม 5 ราย

รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า การบริจาคอวัยวะเป็นการส่งต่อโอกาสให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ผู้ป่วยที่ต้องการปลูกถ่ายไต หรือผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็น การบริจาคจึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้รับ และขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ โดยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่โรงพยาบาลนครปฐมหรือหน่วยงานที่รับลงทะเบียนบริจาคอวัยวะ

ด้านนางพจนา โพแค อายุ 56 ปี ภรรยาของนายมาโนช เปิดเผยว่า สามีมีอาการป่วยกะทันหัน เมื่อแพทย์แจ้งว่าสามีมีภาวะสมองตาย ตนจึงนึกถึงการบริจาคอวัยวะที่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ และแจ้งความประสงค์กับทีมแพทย์ทันที แม้ก่อนหน้านี้ทั้งคู่จะยังไม่เคยตกลงกันอย่างชัดเจนเรื่องการบริจาคอวัยวะ แต่เชื่อว่าสามีจะยอมรับการตัดสินใจครั้งนี้ ขณะที่ลูก ๆ ทุกคนก็เห็นตรงกันว่าเป็นโอกาสสร้างกุศลให้พ่อเป็นครั้งสุดท้าย

นางพจนากล่าวว่า ตนเองได้แสดงความจำนงบริจาคร่างกายไว้แล้วเมื่อกว่า 10 ปีก่อน จากการปฏิบัติธรรมทำให้เข้าใจถึงการให้และการดำเนินชีวิต แม้จะเสียใจที่ต้องสูญเสียสามี แต่ก็รู้สึกยินดีที่การจากไปของสามีได้ช่วยเหลือผู้อื่น

“เราไม่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อเอาหน้า แต่ทำเพื่อประโยชน์และเป็นแบบอย่างให้กับสังคม การให้คือกุศลใหญ่ วันนี้เราได้ส่งต่อกุศลให้กับสามีแล้ว อยากให้คนบริจาคอวัยวะกันเยอะ ๆ เพราะแม้เราจะจากไป แต่อวัยวะที่ส่งต่อยังสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อีกมาก” นางพจนากล่าว