ศูนย์ข่าวศรีราชา - ท่าเรือแหลมฉบังต้อนรับคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ศึกษาแนวทางพัฒนา Smart Port และระบบจัดการคิวรถบรรทุก พร้อมเร่งแก้ปัญหาจราจรและปรับปรุงถนนภายในท่าเรือ รองรับการเปิดใช้ท่าเรือระยะที่ 3 ในอนาคต
วันนี้ (29 ต.ค.) นายพิชาญ พรศิริประธาน โฆษกคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา พร้อมด้วย นายมานะ มหาสุวีระชัย ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ นางสาวนิชาภา สุวรรณนาค ประธานอนุกรรมาธิการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกเชิงพาณิชย์ฝั่งอันดามันสู่ท่าเรืออัจฉริยะและการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ ในคณะกรรมาธิการคมนาคม พร้อมคณะ และนายวีรชาติ พุทธรักษา รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง ผู้บริหารท่าเรือแหลมฉบัง ผู้แทนจากสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย สมาคมขนส่งภาคตะวันออก และสมาคมขนส่งแหลมฉบังชลบุรี เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 1 อาคารบริหารท่าเรือแหลมฉบัง
นางสาวนิชาภา เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อศึกษารูปแบบและเทคโนโลยีของ Smart Port สำหรับนำไปประยุกต์ใช้รองรับการพัฒนาท่าเรือฝั่งอันดามัน อีกทั้งเป็นโอกาสในการรับฟังปัญหา ข้อคิดเห็น และอุปสรรคในการดำเนินงานจากผู้บริหารท่าเรือและผู้ประกอบการขนส่งโดยตรง
จากการหารือพบว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีข้อจำกัดบางประการและปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการที่ต้องร่วมกันหาแนวทางแก้ไข โดยคณะกรรมาธิการฯ ยืนยันพร้อมประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบริหารและผู้ใช้บริการ เพื่อผลักดันการพัฒนาท่าเรือให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ด้านนายวีรชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ท่าเรือแหลมฉบังได้ร่วมมือกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการท่าเทียบเรือในการบริหารจัดการ ส่งผลให้ปัญหาการจราจรและการรอคิวรถบรรทุกเพื่อเข้าท่าเรือลดลงอย่างเห็นได้ชัด พร้อมวางรากฐานการพัฒนาเพื่อรองรับการเปิดให้บริการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในอนาคต โดยนำระบบจัดการจราจรอัจฉริยะ (Smart Traffic) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) มาใช้สนับสนุนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนกรณีสภาพถนนภายในท่าเรือที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ผู้บริหารชี้แจงว่า ถนนเดิมเป็นผิวทางแอสฟัลต์ ซึ่งต้องรองรับรถบรรทุกน้ำหนักมาก ประกอบกับฝนตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงทำให้พื้นผิวถนนเสียหายและเกิดหลุมบ่อ โดยท่าเรือฯ ได้เร่งซ่อมแซมเบื้องต้นแล้ว เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความเสียหายต่อสินค้า
ทั้งนี้ ท่าเรือแหลมฉบังมีแผนปรับปรุงถนนสายหลักรวม 10 เส้นทาง โดยเปลี่ยนจากผิวทางแอสฟัลต์เป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กหนา 28 เซนติเมตร ตามมาตรฐานกรมทางหลวง ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ 6 เส้นทาง ส่วนอีก 4 เส้นทางได้ตัวผู้รับจ้างแล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนตามระเบียบพัสดุ คาดว่าจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทาน ลดปัญหาถนนชำรุดในระยะยาว พร้อมยืนยันว่าจะรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ใช้บริการ เพื่อนำไปพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่อง


