ขอนแก่น-ประชาชนชาวขอนแก่นแห่สอบถามเงื่อนไข “โครงการโซลาร์ภาคประชาชน” ที่ PEA ขอนแก่น แต่ต้องผิดหวังกลับบ้านกันระงม ระบุเงื่อนไขยุ่งยาก ค่าติดตั้งแพงลิ่ว 1.4 แสนบาท ไม่คุ้มค่าไฟครัวเรือนขนาดเล็ก แถมมีร้านค้าเล็กตัดสิทธิ์ไม่เข้าเกณฑ์ ซัดรัฐบาลออกโครงการเอื้อคนรวยและบ้านหลังใหญ่ ส่วนคนจนไม่มีสิทธิ์เข้าถึง
จากกรณีที่รัฐบาลเปิดตัว “โครงการโซลาร์ภาคประชาชน” มาตรการสนับสนุนให้ครัวเรือนทั่วประเทศติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง พร้อมอุดหนุนเงินค่าอุปกรณ์และติดตั้งรายละ 50,000 บาท (ตั้งเป้าหมายสูงสุด 1,000,000 ราย วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท) รวมถึงรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบของการไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย สูงสุด 5 กิโลวัตต์ (kW) เป็นเวลา 20 ปี ซึ่งสร้างความสนใจให้แก่ประชาชนที่ต้องการลดภาระค่าไฟฟ้าเป็นอย่างมากนั้น
ล่าสุดวันนี้ (28 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดขอนแก่น 1 มีประชาชนเดินทางเข้าสอบถามเงื่อนไขและเตรียมลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ต่างต้องผิดหวังกลับไปเนื่องจากติดเงื่อนไขและเกณฑ์การพิจารณาทางเทคนิคที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนรายย่อย
นางสาวเบญจพร บุตรวงษ์ หนึ่งในผู้สนใจร่วมลงทะเบียน เปิดเผยว่า วันนี้ตั้งใจมาลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่กลับพบว่าไม่เข้าเกณฑ์ เนื่องจากที่บ้านจ่ายค่าไฟอยู่เดือนละประมาณ 1,000 กว่าบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าหากจะเข้าร่วมโครงการต้องไปกู้เงินมาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สูงถึงประมาณ 140,000 บาท ถือว่าไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
"มองว่าโครงการนี้เอื้อประโยชน์ให้คนรวย รัฐบาลแก้ปัญหาไม่ถูกจุด บ้านคนที่กำลังซื้อน้อยจะเอาเงินจากไหนไปลงทุนถึง 1.4 แสนบาท จริงๆ รัฐบาลควรทำเรทราคาหรือมีขนาดโซลาร์ให้เลือกหลายแบบตามความเหมาะสมของบ้านพักอาศัย เช่น ถ้าค่าไฟไม่ถึง 3,000-4,000 บาท ก็น่าจะมีแพ็กเกจเล็ก ราคาติดตั้งสัก 60,000 บาท รัฐช่วย 2,000-3,000 บาท ที่เหลือจ่ายเอง แบบนี้น่าจะจับต้องได้มากกว่า" นางสาวเบญจพรกล่าว
นอกจากนี้ เมื่อพยายามสอบถามเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมว่าหากรวมบ้านพักอาศัย 6 ห้องที่เป็นห้องเช่าเข้าร่วมได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่าผิดเกณฑ์ ไม่สามารถทำได้ ทำให้รู้สึกว่าโครงการนี้ทำออกมาเพื่อคนที่มีเงินทุนเท่านั้น ไม่ได้ช่วยคนจนอย่างแท้จริง
ด้านนายพิจักษณ์ สุขสำราญทวีรัชต์ อีกหนึ่งคนที่เดินทางมาขอลงทะเบียน กล่าวว่า ตนถูกปฏิเสธเนื่องจากบ้านพักอาศัยชั้นล่างเปิดเป็นร้านทำผม ทางการไฟฟ้าฯ จึงจัดอยู่ในผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 2 (กิจการขนาดเล็ก) ทำให้ไม่เข้าเกณฑ์ยื่นลงทะเบียนในหมวดบ้านอยู่อาศัย
"ค่าไฟที่บ้านรวมแล้วเดือนละประมาณ 3,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้ามีร้านค้ามาเกี่ยวข้องกับบ้านอยู่อาศัย ถือว่าผิดเงื่อนไข ไม่สามารถยื่นกู้หรือลงทะเบียนโครงการนี้ได้ รู้สึกเสียใจและคงไม่เข้าร่วมแล้ว มองว่ารัฐบาลไม่ได้ช่วยประชาชนรายได้น้อย แต่กลับไปช่วยคนที่มีฐานะ มีบ้านหลังใหญ่โตมากกว่า ขนาดบ้านผมจ่ายค่าไฟเดือนละ 3,000 บาท ทำมาหากินยังไม่ผ่าน แล้วคนทั่วไปจะผ่านได้ยังไง สุดท้ายรัฐบาลก็อุ้มแต่คนรวย" นายพิจักษณ์กล่าว
หลังจากนี้คงไม่พึ่งพาโครงการของรัฐบาลแล้ว แต่อาจจะหันไปเลือกติดตั้งกับบริษัทเอกชนทั่วไป และใช้ช่องทางการผ่อนชำระกับร้านค้าแทน พร้อมอยากเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและปรับเปลี่ยนเงื่อนไขโครงการให้เข้าถึงประชาชนฐานรากที่เดือดร้อนจริงๆ ไม่ใช่กำหนดเกณฑ์ที่เอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มคนมีฐานะเท่านั้น


