เชียงใหม่-ช่วยยังไง! ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าเกษตรและอาหารรายย่อยเชียงใหม่ถึงกับส่ายหน้าใส่มาตรการลดราคาน้ำมัน E20 และ B20 ของรัฐบาล งงเหตุใดไม่ลดราคาน้ำมันชนิดที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้จริง เผยปัจจุบันแบกรับภาระต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขี้นกว่า 80% ชี้ส่งผลกระทบไปถึงภาคเกษตรกรและทุกภาคส่วน วอนทบทวนมาตรการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตจริง
ตามที่รัฐบาลและหน่วยงานเกี่ยวข้องประกาศปรับลดราคาน้ำมัน E20 และ B20 ลง โดยมีผลตั้งแต่วันนี้(28ต.ค.69) รายงานจากจังหวัดเชียงใหม่แจ้งว่า เบื้องต้นพบว่า การปรับลดราคาน้ำมันดังกล่าวลงไม่ได้ส่งผลทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวหรือให้ความสนใจเติมน้ำมันเพิ่มมาขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งปัจจัยหลักเนื่องมาจากรถยนต์ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้น้ำมันชนิดดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทั้งรายใหญ่และรายย่อยที่ต่างใช้น้ำมันดีเซล B7 เป็นหลัก เพราะรถที่ใช้ยังเป็นรุ่นเก่าที่อาจจะไม่รองรับการใช้น้ำมันชนิดที่มีการลดราคา ขณะที่จากการสอบถามผู้ประกอบการขนส่งสินค้าด้านการเกษตรและอาหารรายย่อยที่ตลาดเมืองใหม่ ใจกลางเมืองเชียงใหม่ พบว่าส่วนใหญ่ใช้รถยนต์กระบะดีเซลในการขนส่งสินค้าข้ามจังหวัด ทั้งขนสินค้ามาขายและนำสินค้าจากตลาดแห่งนี้กระจายไปตามอำเภอและต่างจังหวัดที่ไกลออกไป ยังคงใช้แต่น้ำมันดีเซลชนิด B7 เท่านั้น ดังงนั้นการลดราคาน้ำมัน B20 จึงไม่ได้ตอบโจทย์ของผู้ประกอบการด้านการขนส่ง ซึ่งยังต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้านี้ถึงร้อยละ 80
ทั้งนี้นายณัฏฐ์ธกรณ์ มหาวัณท์ ชาวอำเภอเวียงแหง อาชีพหลักคือรับจ้างขนส่งสินค้าเกษตรและอาหารจากตลาดเมืองใหม่ไปอำเภอเวียงแหง ระยะทางไปกลับกว่า 300 กิโลเมตร และช่วงนี้สินค้าเกษตรทางเวียงแหงเข้าสู่หน้าแล้งแล้ว ก็ต้องหันมารับจ้างขนส่งสินค้าไปยังอำเภอขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน เผยว่า ประกอบอาชีพขนส่งผลผลิตทางการเกษตร โดยรับผักจากอำเภอเวียงแหงมาจำหน่ายในตัวเมืองเชียงใหม่ ระยะทางเที่ยวเดียวกว่า 180 กิโลเมตร ไป-กลับกว่า 300 กิโลเมตร และบางครั้งยังรับงานขนส่งสินค้าจากเชียงใหม่ไปยังขุนยวม ซึ่งมีระยะทางไป-กลับประมาณ 650 กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ที่ลิตรละประมาณ 29-30 บาท จะมีค่าเติมน้ำมันสำหรับเส้นทางเวียงแหง-เชียงใหม่ประมาณ 1,000 บาทต่อเที่ยว แต่ปัจจุบันต้องจ่ายเพิ่มเป็นประมาณ 1,500-1,600 บาท หรือเพิ่มขึ้นราว 500-600 บาท ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่การรับผักมาจำหน่ายไม่ได้มีการปรับเพิ่มค่าขนส่ง ทำให้รายได้ลดลง บางครั้งแทบไม่เหลือกำไร
ส่วนกรณีที่มีการส่งเสริมให้ใช้น้ำมันดีเซล B20 ซึ่งมีราคาถูกลงนั้น นายณัฏฐ์ธกรณ์ระบุว่า แม้จะทราบว่ารถอีซูซุปี 2012 เป็นต้นไปสามารถรองรับการใช้น้ำมันดังกล่าวได้ แต่ตนเองยังไม่เคยทดลองใช้ และยังไม่เห็นผู้ประกอบการในตลาดที่วิ่งรถเป็นประจำหันมาใช้มากนัก เนื่องจากมีความกังวลเรื่องผลกระทบต่อเครื่องยนต์ โดยเฉพาะรถที่ใช้น้ำมันดีเซล B7 มาเป็นเวลานาน เกรงว่าการเปลี่ยนไปใช้ B20 อาจทำให้คราบตะกอนในระบบเชื้อเพลิงหลุดออกมาอุดตันกรองน้ำมันหรือหัวฉีด จนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูงขึ้น ซึ่งมองว่า มาตรการลดราคาน้ำมัน B20 และแก๊สโซฮอล์ E20 อาจยังไม่ตรงกับปัญหาของผู้ใช้รถทุกกลุ่ม เนื่องจากผู้ประกอบการขนส่งจำนวนหนึ่งยังใช้รถที่เติมน้ำมันดีเซล B7 เป็นหลัก จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาลดราคาน้ำมัน B7 ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้อยู่จริง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการขนส่ง และไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าและผู้บริโภค นอกจากนี้เห็นว่าผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไม่ได้เกิดเฉพาะการขนส่งสินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเกษตรกรที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการทำสวน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งในขั้นตอนการผลิตและการขนส่ง จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือที่สอดคล้องกับการใช้งานจริง เพื่อลดภาระต้นทุนของทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการขนส่ง
ด้านนายเทียนชัย สุภะศิลป์ ผู้ประกอบอาชีพรับจ้างขนส่งสินค้าประเภทอาหารให้ร้านอาหารในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การประกอบอาชีพในแต่ละวันต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นจำนวนมาก โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณวันละ 200 บาท จากเดิมเติมน้ำมันเต็มถังครั้งละไม่เกิน 2,500 บาท สามารถใช้วิ่งงานได้นานประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ปัจจุบันค่าเติมน้ำมันเต็มถังเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,800-2,900 บาท หรือเพิ่มขึ้นราว 300-400 บาท และเกือบ 500-600 บาทเมื่อเทียบกับช่วงราคาที่ต่ำกว่านี้ ส่งผลให้ต้นทุนการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันใช้รถที่เติมน้ำมันดีเซล B7 เป็นหลัก จึงมองว่ามาตรการลดราคาน้ำมันดีเซล B20 ของรัฐบาลยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้รถกลุ่มตนเอง เพราะไม่ได้ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากน้ำมันชนิดที่ใช้อยู่จริง
นอกจากนี้นายเทียนชัยเห็นว่าว่ารัฐบาลควรพิจารณาลดราคาน้ำมันที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ ทั้งดีเซล B7 รวมถึงน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพราะเมื่อต้นทุนด้านพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการขนส่งและราคาสินค้าโดยรวม จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณามาตรการลดราคาน้ำมันให้ตรงกับการใช้งานจริงของประชาชนส่วนใหญ่ เพื่อช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบอาชีพขนส่งและบรรเทาผลกระทบที่อาจส่งต่อไปยังราคาสินค้าและผู้บริโภค


