xs
xsm
sm
md
lg

มหกรรมไหลเรือไฟจัดได้ยิ่งใหญ่! โดรน 800 ลำเนรมิตฟ้าเหนือโขง นักท่องเที่ยวนับหมื่นแห่ชม ท่าอุเทน–ปลาปากคว้าแชมป์เรือไฟปี 69

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นครพนม – ประธานรัฐสภาเปิดมหกรรมไหลเรือไฟนครพนม 2569 สืบสานประเพณีแห่งศรัทธาลุ่มน้ำโขง เรือไฟจาก 12 อำเภอประชันความงดงามเหนือสายน้ำ พร้อมการแสดงโดรน 800 ลำ สร้างความตระการตาเหนือท้องฟ้า นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ลาว และต่างชาติ นับหมื่นคนหลั่งไหลจับจองพื้นที่ริมแม่น้ำโขงตั้งแต่ช่วงบ่าย ก่อนประกาศผลประกวดเรือไฟชิงถ้วยพระราชทาน อำเภอท่าอุเทนคว้าชนะเลิศประเภทสวยงาม ขณะที่อำเภอปลาปากครองแชมป์ประเภทความคิดสร้างสรรค์


ค่ำคืนวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ที่บริเวณศาลากลางจังหวัดนครพนมและริมฝั่งแม่น้ำโขง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมไหลเรือไฟจังหวัดนครพนม” ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “แสงไฟแห่งศรัทธา จากภูมิปัญญาลุ่มน้ำโขง” ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองประเพณีออกพรรษาที่เต็มไปด้วยความศรัทธาและความภาคภูมิใจของชาวนครพนม

โดยมีว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยนางสาวศุภพานี โพธิ์สุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 1 นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 2 นายชาญชัย คำจำปา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 4 นางพูนสุข โพธิ์สุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ นายสากล ภูลศิริกุล และนายสิทธิกร ธงยศ สมาชิกวุฒิสภา ตลอดจนรองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น

นายโสภณกล่าวในพิธีเปิด โดยชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานประเพณีไหลเรือไฟ ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชุมชนลุ่มน้ำโขง สะท้อนถึงพลังศรัทธา ความสามัคคี และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษมาหลายชั่วอายุคน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมทั้งผลักดันอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน


สำหรับไฮไลต์สำคัญของงานในคืนวันออกพรรษา เป็นการไหลเรือไฟขนาดใหญ่จากทั้ง 12 อำเภอของจังหวัดนครพนม รวม 12 ลำ ซึ่งแต่ละอำเภอได้ระดมช่างฝีมือและประชาชนร่วมกันออกแบบ ประดิษฐ์ และตกแต่งเรือไฟด้วยดวงไฟจำนวนมาก ถ่ายทอดเรื่องราวพระพุทธศาสนา ความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค สถานที่สำคัญ ตลอดจนวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชุมชนลุ่มน้ำโขง ผ่านลวดลายอันวิจิตรตระการตา

การประกวดเรือไฟทางน้ำชิงถ้วยพระราชทาน ประจำปี 2569 แบ่งออกเป็น 2 ประเภท รวม 12 อำเภอ โดยประเภทสวยงาม มีอำเภอเข้าร่วมประกวด 6 แห่ง ได้แก่ อำเภอท่าอุเทน อำเภอโพนสวรรค์ อำเภอธาตุพนม อำเภอเรณูนคร อำเภอเมืองนครพนม และอำเภอวังยาง ซึ่งเน้นความประณีตของการออกแบบ ความงดงามของลวดลาย และการจัดวางองค์ประกอบของดวงไฟให้เกิดความโดดเด่นเหนือสายน้ำ

ส่วนประเภทความคิดสร้างสรรค์ มีอำเภอเข้าร่วมประกวด 6 แห่ง ได้แก่ อำเภอปลาปาก อำเภอนาหว้า อำเภอนาทม อำเภอศรีสงคราม อำเภอบ้านแพง และอำเภอนาแก โดยแต่ละอำเภอนำเสนอแนวคิดที่สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ผสมผสานเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านศิลปะการประดับไฟที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน

เรือไฟทั้ง 12 ลำจึงไม่ได้เป็นเพียงผลงานประดิษฐ์เพื่อการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมแรงร่วมใจของช่างพื้นบ้าน ผู้นำชุมชน และประชาชนในแต่ละอำเภอ ที่ร่วมกันสืบทอดองค์ความรู้ด้านการสร้างเรือไฟจากรุ่นสู่รุ่น ถือเป็นภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและเป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดนครพนม


อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว คือ การแสดงโดรนแปรอักษรจำนวน 800 ลำ ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว “AMAZING MEKONG by Amazing Thailand” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งนำเทคโนโลยีการบินโดรนมาสร้างสรรค์ภาพแสงสีและลวดลายต่าง ๆ เหนือท้องฟ้าริมแม่น้ำโขง ถ่ายทอดเรื่องราวความเชื่อ ศรัทธา และอัตลักษณ์ของดินแดนสองฝั่งโขง

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงเรือไฟประดับไฟฟ้า “สัตนครา” ซึ่งถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงผ่านแสงสีสมัยใหม่ ผสมผสานกับการแสดงโดรนบนท้องฟ้า สร้างความโดดเด่นให้กับเทศกาลประเพณีไหลเรือไฟนครพนม และสะท้อนถึงการนำเทคโนโลยีร่วมสมัยมาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่

ขณะเดียวกัน บรรยากาศการท่องเที่ยวตลอดวันที่ 26 ตุลาคม เป็นไปอย่างคึกคักเป็นพิเศษ โดยตั้งแต่ช่วงเช้าต่อเนื่องถึงช่วงบ่าย มีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวลาว และชาวต่างชาติ เดินทางเข้ามาจับจองพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรอชมขบวนไหลเรือไฟในคืนวันออกพรรษา


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันเดียวกัน บริเวณแนวริมฝั่งแม่น้ำโขง ตั้งแต่ด้านหน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองนครพนม ไปจนถึงบริเวณหน้าโรงเรียนสุนทรวิจิตร ระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร เต็มไปด้วยประชาชนและนักท่องเที่ยวที่นำเสื่อ หมอน เก้าอี้พับ อาหาร และเครื่องดื่มมาจับจองพื้นที่ชมการแสดงจนแน่นขนัด

บางครอบครัวเดินทางมาพร้อมสมาชิกหลายรุ่น ขณะที่นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเลือกปูเสื่อนอนพักผ่อนรอชมเรือไฟในช่วงค่ำ ส่งผลให้พื้นที่ริมแม่น้ำโขงเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง ท่ามกลางความคึกคักของร้านค้าและผู้ประกอบการที่นำสินค้า อาหาร และเครื่องดื่มออกจำหน่ายตลอดแนวพื้นที่จัดงาน

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังให้ความสนใจกับการไหลเรือไฟของชุมชนฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตร่วมกันของประชาชนสองฝั่งแม่น้ำโขง

ทั้งนี้ จังหวัดนครพนมกำหนดจัดงานประเพณีออกพรรษาและไหลเรือไฟ ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 16–27 ตุลาคม รวม 12 วัน 12 คืน โดยมีกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแสดงเรือไฟโบราณ การจัดแสดงเรือไฟจากหน่วยงานต่าง ๆ การประกวดเรือไฟ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน


สำหรับผลการประกวดเรือไฟจังหวัดนครพนม ประจำปี 2569 ซึ่งมีเรือไฟจากทั้ง 12 อำเภอเข้าร่วมการแข่งขัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ปรากฏว่า ประเภทสวยงาม รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ อำเภอท่าอุเทน รองชนะเลิศอันดับ 1 อำเภอโพนสวรรค์ รองชนะเลิศอันดับ 2 อำเภอธาตุพนม อันดับ 4 อำเภอเรณูนคร อันดับ 5 อำเภอเมืองนครพนม และอันดับ 6 อำเภอวังยาง

ส่วนประเภทความคิดสร้างสรรค์ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ อำเภอปลาปาก รองชนะเลิศอันดับ 1 อำเภอนาหว้า รองชนะเลิศอันดับ 2 อำเภอนาทม อันดับ 4 อำเภอศรีสงคราม อันดับ 5 อำเภอบ้านแพง และอันดับ 6 อำเภอนาแก

ผลการประกวดในปีนี้สะท้อนถึงความสามารถและความทุ่มเทของช่างทำเรือไฟจากทั้ง 12 อำเภอ ที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานอันวิจิตรตระการตาเหนือสายน้ำโขง โดยอำเภอท่าอุเทนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศประเภทสวยงาม ขณะที่อำเภอปลาปากได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทความคิดสร้างสรรค์ ท่ามกลางความภาคภูมิใจของประชาชนและชุมชนที่ร่วมแรงร่วมใจกันสืบสานประเพณีอันทรงคุณค่าของจังหวัดนครพนม




งานมหกรรมไหลเรือไฟจังหวัดนครพนม ประจำปี 2569 จึงไม่เพียงเป็นเทศกาลท่องเที่ยวที่สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยแสงไฟเหนือสายน้ำและท้องฟ้า แต่ยังเป็นภาพสะท้อนพลังแห่งศรัทธา ความสามัคคี และภูมิปัญญาของชุมชนลุ่มน้ำโขง ที่ร่วมกันรักษามรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า พร้อมยกระดับจังหวัดนครพนมสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศไทย