xs
xsm
sm
md
lg

นักธรณีฯ จี้รัฐบาลเดินหน้าสำรวจปิโตรเลียมแหล่งใหญ่ในไทย ชี้มีโอกาสดัน GDP โต 7-8% ต่อปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ฉะเชิงเทรา – นักวิชาการธรณีวิทยาเสนอรัฐบาลเร่งผลักดันการสำรวจปิโตรเลียมแหล่งขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคกลางของไทย หลังพบโครงสร้างแอ่งตะกอนที่เชื่อว่าอาจมีศักยภาพสะสมปิโตรเลียม ชี้หากค้นพบแหล่งขนาดใหญ่จริง อาจเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมยืนยันรัฐบาลไม่จำเป็นต้องลงทุนเอง เพียงเปิดทางและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนเข้ามาสำรวจและผลิต

วันนี้ ( 26 ต.ค. ) นายอารักษ์ แสงสมพงษ์ อดีตนักวิจัยธรณีวิทยาโครงสร้าง ผู้ศึกษาร่องรอยการเกิดโครงสร้างแอ่งตะกอนในมหายุคมีโซโซอิก บริเวณกลุ่มจังหวัดภาคกลางของประเทศไทย เปิดเผยว่า ต้องการผลักดันให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการสำรวจปิโตรเลียมแหล่งขนาดใหญ่ในประเทศ ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

ข้อเสนอดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงท่าทีไม่พอใจกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ในปีนี้จะเติบโตเพียง 2.1% ก่อนมีข้อสั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯ นำตัวเลขกลับไปทบทวนใหม่

นายอารักษ์ ระบุว่า หากรัฐบาลต้องการเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ควรพิจารณาเร่งสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่ตนเชื่อว่าอาจมีศักยภาพเป็นแหล่งสะสมปิโตรเลียมขนาดใหญ่ โดยเสนอให้ดำเนินการสำรวจด้วยคลื่นไหวสะเทือนแบบสะท้อน 2 มิติ (2D Seismic Survey) ให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังไม่เคยได้รับการสำรวจในลักษณะนี้อย่างครอบคลุมตามแนวคิดที่นำเสน

นายอารักษ์ กล่าวว่า จากการศึกษาด้านธรณีวิทยาโครงสร้าง พบว่าประเทศไทยยังมีพื้นที่ที่อาจมีศักยภาพด้านปิโตรเลียม ซึ่งยังไม่ได้รับการสำรวจอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะโครงสร้างแอ่งตะกอนในมหายุคมีโซโซอิก ที่มีลักษณะบางประการคล้ายกับแหล่งปิโตรเลียมในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทะเลเหนือ รัสเซีย และเวเนซุเอลา

อย่างไรก็ตาม ข้อสันนิษฐานดังกล่าวจำเป็นต้องผ่านกระบวนการสำรวจทางธรณีวิทยาและการประเมินศักยภาพอย่างเป็นระบบ จึงจะสามารถระบุได้ว่ามีปิโตรเลียมสะสมอยู่จริงในปริมาณมากเพียงใด และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในการพัฒนาหรือไม่

นายอารักษ์ระบุว่า ประเทศไทยมีประสบการณ์ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากแหล่งขนาดเล็กมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี โดยภาคเอกชนยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ จึงมองว่าประเทศมีบุคลากรและเทคโนโลยีพื้นฐานที่สามารถต่อยอดไปสู่การสำรวจแหล่งที่มีความซับซ้อนทางธรณีวิทยามากขึ้นได้

หากประเทศไทยค้นพบแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ที่สามารถผลิตเชิงพาณิชย์ได้จริง ก็อาจช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าสูงของประเทศ โดยนายอารักษ์ระบุว่า ไทยมีภาระการนำเข้าน้ำมันดิบมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี และเห็นว่าการพัฒนาแหล่งพลังงานภายในประเทศอาจช่วยลดภาระดังกล่าวได้ในอนาคต

ทั้งนี้ การลดการนำเข้าและผลต่อ GDP จะขึ้นอยู่กับปริมาณสำรองที่ค้นพบ ต้นทุนการผลิต ราคาพลังงานในตลาดโลก และความสามารถในการผลิตเชิงพาณิชย์ ซึ่งยังต้องอาศัยข้อมูลสำรวจและการประเมินอย่างละเอียด

นายอารักษ์ กล่าวว่า การผลักดันโครงการสำรวจปิโตรเลียมแหล่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องให้รัฐบาลเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด โดยภาครัฐสามารถทำหน้าที่รวบรวมและศึกษาข้อมูลทางธรณีวิทยา วางกรอบนโยบาย ตลอดจนอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่สนใจเข้ามาลงทุนสำรวจและผลิตตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องประกาศนโยบายให้ชัดเจนว่า จะสนับสนุนการสำรวจปิโตรเลียมในระดับแหล่งขนาดใหญ่ พร้อมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาข้อมูลทางธรณีวิทยาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นพบแหล่งพลังงานใหม่

“หากเรากล้าที่จะทำในสิ่งใหม่ ๆ ที่มีความซับซ้อนและมีความยากทางด้านธรณีวิทยามากยิ่งขึ้น เราก็จะมีโอกาสค้นพบแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญต่อประเทศและคนไทย” นายอารักษ์กล่าว

เขายังมองว่า การพัฒนาแหล่งพลังงานในประเทศอาจช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดความเปราะบางจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดด้านการคลังและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

นายอารักษ์ ประเมินว่า หากประเทศไทยสามารถค้นพบและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ได้สำเร็จ อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตในระดับ 7-8% ต่อปี ตามที่เสนอไว้ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแนวทางดังกล่าวอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการเติบโตดังกล่าวเป็นการประเมินและความคาดหวังของผู้เสนอแนวคิด ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าการสำรวจจะนำไปสู่การค้นพบปิโตรเลียมในปริมาณมาก หรือสามารถผลักดันให้ GDP เติบโตได้ถึงระดับดังกล่าวจริง

นายอารักษ์ย้ำว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสค้นพบแหล่งพลังงานใหม่ หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกล้าผลักดันการสำรวจในพื้นที่ที่มีศักยภาพ พร้อมเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยมองว่าการเริ่มต้นศึกษาข้อมูลอย่างจริงจังในวันนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจไทยในอนาคต