ศูนย์ข่าวศรีราชา – กรมศุลกากรผนึกกำลังกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ ยกระดับมาตรการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง เปิดตรวจสินค้าทางกายภาพ ไม่พึ่งเพียงภาพเอกซเรย์ ล่าสุดอายัดและเปิดตรวจแล้ว 15 ตู้ หากพบผิดกฎหมายเตรียมดำเนินคดี พร้อมผลักดันสินค้ากลับประเทศต้นทาง ขณะเดินหน้าผลักดันมาตรการควบคุมการนำเข้าเศษโลหะและเศษยางอย่างเข้มงวด
วันนี้ (26 ต.ค.) นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยภายหลังการเปิดตรวจตู้สินค้าต้องสงสัยว่าเป็นขยะหรือของเสียอันตราย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ว่า กรมศุลกากรเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งรองรับขยะพิษจากต่างประเทศ
ปัญหาขยะพิษและโรงงานแปรรูปของเสียผิดกฎหมายในพื้นที่ จ.ระยอง และ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยกรมศุลกากรได้ประสานความร่วมมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์กลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
นายพันธ์ทอง กล่าวว่า จากการสืบสวนและประสานข้อมูลด้านการข่าว กรมศุลกากรได้สั่งอายัดตู้สินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงว่าจะลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ และร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดตรวจสินค้าแล้วรวม 15 ตู้
การตรวจสอบครั้งนี้มุ่งเน้นการตรวจสินค้าทางกายภาพ โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษในการจำแนกประเภทวัสดุ เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือของเสียอันตรายที่ห้ามนำเข้าหรือไม่ เนื่องจากการตรวจสอบด้วยภาพเอกซเรย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการจำแนกวัสดุบางประเภท
หากตรวจพบการกระทำผิด จะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมผลักดันสินค้ากลับประเทศต้นทาง โดยผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงขยายผลตรวจสอบย้อนหลังไปยังกลุ่มผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยง เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ
อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีระบบการนำเข้าสินค้าอย่างเสรี โดยไม่ได้กำหนดให้ผู้นำเข้าทุกรายต้องขออนุญาตเป็นการเฉพาะ หรือจำกัดสิทธิ์เฉพาะโรงงานผู้ผลิตเท่านั้น ส่งผลให้บริษัทเทรดดิ้งสามารถนำเข้าสินค้าได้ หากปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
สำหรับกรณีบริษัทขนาดใหญ่เลือกใช้บริการบริษัทตัวกลางในการนำเข้า ส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับต้นทุนและความเข้มงวดในการตรวจสอบ เนื่องจากบริษัทที่เคยถูกตรวจพบการกระทำผิดและถูกขึ้นบัญชีดำ จะมีโอกาสถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นในการนำเข้าครั้งต่อไป ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทั้งค่าขนย้ายตู้สินค้า ค่าเอ็กซเรย์ ค่าตรวจสอบสินค้า ค่าระวางตู้สินค้าล่าช้า และค่าจัดเก็บสินค้า
ปัจจุบันมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าทั้งกลุ่มเทรดดิ้งและโรงงานผู้ผลิตหลายร้อยแห่ง กรมศุลกากรพร้อมสนับสนุนข้อมูลแก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย
ทั้งนี้ สถิติการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายของกรมศุลกากรอยู่ในระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หากพบความผิดปกติของสินค้านำเข้า เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการส่งสินค้ากลับในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม การเปิดตรวจอย่างละเอียดไม่สามารถดำเนินการได้กับทุกตู้คอนเทนเนอร์ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงโรงงานหรือสถานประกอบการปลายทาง เพื่อพิจารณาว่าวัสดุที่นำเข้ามีลักษณะและการใช้งานตรงตามที่สำแดงไว้หรือไม่
สำหรับความคืบหน้าการตรวจสอบผู้ประกอบการ อธิบดีกรมศุลกากรเปิดเผยว่า ขณะนี้มีบริษัทหลายแห่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย รวมถึงบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ที่ประกอบธุรกิจมาเป็นเวลานาน
ในการตรวจสอบครั้งนี้ กรมศุลกากรได้ส่งข้อมูลบริษัทหลักจำนวน 7 แห่ง พร้อมข้อมูลบริษัทอื่น ๆ ที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้อง ตลอดจนหมายเลขตู้สินค้าที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการต่อ
ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกกล่าวหาว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ขณะที่ DSI และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ประสานขอข้อมูลจากกรมศุลกากร ซึ่งกรมฯ ได้ให้ความร่วมมือและจัดส่งข้อมูลตามที่ร้องขอ
นายพันธ์ทองกล่าวว่า กรมศุลกากรมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถกำหนดห้ามนำเข้าหรือส่งออกสินค้าได้เอง หากไม่มีข้อกฎหมายหรือประกาศรองรับ
ที่ผ่านมา กรมศุลกากรได้เสนอข้อคิดเห็นต่อกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การอนุญาตนำเข้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งคุณสมบัติของผู้มีสิทธินำเข้าและรูปแบบการนำเข้าสินค้าที่เหมาะสม รวมถึงแนวทางผลักดันให้เศษโลหะและเศษยางเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า ซึ่งต้องดำเนินการตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การทบทวนหลักเกณฑ์มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากวัสดุรีไซเคิลบางประเภทตรวจสอบย้อนกลับได้ยากว่า หลังผ่านพิธีการศุลกากรแล้วถูกนำไปใช้ประโยชน์หรือกำจัดอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
อธิบดีกรมศุลกากรย้ำว่า การแก้ไขปัญหาขยะพิษข้ามชาติต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ตั้งแต่การกำหนดหลักเกณฑ์นำเข้า การตรวจสอบผู้ประกอบการ การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงการติดตามสินค้าหลังผ่านพิธีการศุลกากร เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าต้องห้ามและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว


