xs
xsm
sm
md
lg

UPOV 1991 น่ากลัวกว่า!หวั่นผูกขาดเมล็ดพันธุ์ซ้ำรอยข้าวโพด ชี้สิทธิบัตรกะเพราทำเกษตรกรเสี่ยง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เพชรบูรณ์ - แกนนำสภาเกษตรฯ ชี้ที่น่ากลัวคือ อนุสัญญา UPOV1991..เผยจดสิทธิบัตรกะเพรายังไม่น่ากังวล แต่ห่วงผลกระทบระยะยาว เกษตรกรเสี่ยงถูกฟ้องจากการขยายพันธุ์ ขณะที่ประชาชนบางส่วนยันพืชพื้นบ้านไม่ควรถูกผูกขาด หวั่นดันราคาเมนูจานด่วนข้าวกะเพราสูงขึ้น


นายเทพ เพียมะลัง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์ และกรรมการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยถึงมุมมองต่อกรณีข่าวเกี่ยวกับการจดสิทธิบัตรกะเพราว่า เบื้องต้นยังไม่มีข้อวิตกกังวลมากนัก

เนื่องจากบริษัทระบุว่าจะพัฒนาเฉพาะอุตสาหกรรมของตนเอง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนยันว่าจะปกป้องสิทธิของเกษตรกรอย่างเต็มที่

แต่ที่ยังมีความกังวลว่า หากในอนาคตมีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง แล้วเกษตรกรรายย่อยนำไปเพาะปลูก ขยายพันธุ์ หรือใช้ประโยชน์ทางการค้าโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขสิทธิ อาจเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีได้ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง อาจสร้างความหวาดระแวงจนเกษตรกรไม่กล้าปลูก ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตกะเพราในตลาดและอาจกระทบต่อราคาอาหารที่ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้น

นายเทพ ยังแสดงความเป็นห่วงเรื่องการผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืชในระยะยาว โดยยกกรณีตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่เห็นว่าบริษัทต่างชาติมีบทบาทครอบครองตลาดในสัดส่วนสูงเป็นตัวอย่าง พร้อมเตือนว่า หากประเทศไทยพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเพียงไม่กี่รายมากเกินไป อาจทำให้เกษตรกรมีทางเลือกจำกัด ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และเงินไหลออกไปยังต่างประเทศมากขึ้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งต่อสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ สิทธิของเกษตรกร และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

ทั้งนี้ อนุสัญญา UPOV 1991 เป็นกรอบการคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งมีรายละเอียดและเงื่อนไขแตกต่างจากการจดสิทธิบัตรทั่วไป จึงต้องพิจารณาข้อกฎหมายและขอบเขตความคุ้มครองของพืชแต่ละกรณีอย่างชัดเจน

ขณะที่ความคิดเห็นของประชาชนผู้บริโภคมีหลายมุมมอง โดยประชาชนบางรายระบุว่า ไม่ได้กังวลมากนัก หากกะเพรามีปัญหาหรือมีราคาแพงขึ้น ก็สามารถเลือกกินเมนูอื่น เช่น ข้าวไข่เจียว ข้าวต้ม หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทนได้ แต่อีกส่วนมองว่า กะเพราเป็นพืชพื้นบ้านที่มีอยู่ทั่วไปในชุมชนและแบ่งปันกันบริโภคมานาน จึงไม่ควรมีใครอ้างสิทธิเป็นเจ้าของพืชดังกล่าว

พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และป้องกันไม่ให้การคุ้มครองสิทธิในเมล็ดพันธุ์กลายเป็นภาระต่อผู้บริโภค โดยแสดงความกังวลว่า อาหารจานด่วนที่เคยมีราคาประมาณ 30–40 บาท อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การจดสิทธิในพันธุ์พืชไม่ได้หมายความว่าพืชชนิดนั้นทั้งหมดจะถูกผูกขาดโดยอัตโนมัติ ผลกระทบที่แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับประเภทสิทธิ ขอบเขตความคุ้มครอง และการบังคับใช้กฎหมาย