xs
xsm
sm
md
lg

(คลิป)เผยนาที! ทุ่นระเบิดบึ้มแบ็กโฮสร้างถนนชายแดนสุรินทร์ คนขับห้อย“หลวงพ่อเยื้อน”รอดปาฏิหาริย์ เขมรอ้างไทยทำถนนพื้นที่กัมพูชา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สุรินทร์- เผยนาทีระทึก! ทุ่นระเบิดบึ้มรถแบ็กโฮ สร้างถนนชายแดน บริเวณช่องกบาลสะมอ อ.บัวเชด สุรินทร์ รถแบ็กโฮพังยับ คนขับรอดตายปาฏิหาริย์เชื่อห้อยเหรียญ “หลวงพ่อเยื้อน” ติดตัวตลอดเวลาช่วยแคล้วคลาดปลอดภัยและไม่มีผู้เสียชีวิต เหตุเกิดใกล้บังเกอร์เก่า “นายพลตาเมาะ” อดีตผู้นำเขมรแดง ขณะโซเชียลฯ เขมรอ้างเกิดเหตุขณะไทยทำถนนในพื้นที่กัมพูชา



ผู้สื่อข่าวรายงานกรณี เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 กันยายน 2569 ได้เกิดเหตุระทึกขณะก่อสร้างถนนบริเวณช่องกบาลสะมอ (อ่านว่า กะ-บาล-สะ-มอ) ชายแดนไทย-กัมพูชา ใกล้กับช่องพริก ตำบลจรัส อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ หลังรถแบ็กโฮที่กำลังปฏิบัติงานขุดปรับพื้นที่ ทำถนน ใกล้บังเกอร์นายพลตาเมาะ อดีตผู้นำยุคเขมรแดง เกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ส่งผลให้รถแบ็กโฮได้รับความเสียหาย แต่คนขับปลอดภัย ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและไม่มีผู้เสียชีวิต


โดยขณะเกิดเหตุ หลวงตาเยื้อน ขันติพดล เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ กำลังดูแลการก่อสร้างถนนในพื้นที่ ระหว่างนั้น นายวอน คำศรี คนขับรถแบ็กโฮ กำลังปฏิบัติงานปรับพื้นที่ตามปกติ ก่อนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นอย่างไม่คาดคิด สร้างความตกใจให้กับผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง และระหว่างเกิดเหตุทีมงานสามารถบันทึกภาพนาทีระเบิดไว้ได้


จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า วัตถุระเบิดดังกล่าวมีลักษณะเป็นทุ่นระเบิดเก่าที่ใช้ทำลายรถถัง คาดว่าเป็นวัตถุระเบิดตกค้างจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในอดีต อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเพื่อยืนยันชนิดและรายละเอียดอย่างเป็นทางการอีกครั้ง


สำหรับ นายวอน คนขับรถแบ็กโฮ ถือว่าโชคดีที่รอดพ้นจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งเจ้าตัวได้ห้อยเหรียญหลวงตาเยื้อนไว้ที่คอตลอดเวลาขณะทำงาน และเชื่อว่าเกิดจากพุทธคุณของวัตถุมงคลดังกล่าวที่ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัย ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวเป็นความเชื่อศรัทธาส่วนบุคคล


ขณะที่โซเชียลของกัมพูชาได้โพสต์คลิประหว่างเกิดเหตุระเบิดดังกล่าว ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะฝ่ายไทยทำถนนบริเวณดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา บริเวณหมู่บ้านกัมเมศ ต.พังปรีย์ อ.อันลองเวง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ระหว่างหลักเขตแดนที่ 9,10,11 อีกด้วย


ทางด้านกองทัพภาคที่ 2 ได้ชี้แจงเหตุการณ์ดังกล่าวระบุว่า เมื่อวันที่24 ตุลาคม2569 เวลาประมาณ11.15 น. ขณะที่หน่วยเฉพาะกิจที่2 ร่วมกับชุดสร้างเส้นทางของประชาชนจิตอาสาคณะหลวงตาเยื้อนได้ดำเนินการก่อสร้างเส้นทางยุทธวิธีจากพื้นที่เนิน 429 ไปยังบริเวณช่องพริก ในพื้นที่อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของหน่วยในพื้นที่ชายแดน
โดยระหว่างที่รถแบ็กโฮกำลังปฏิบัติงานขุดดินเพื่อเปิดเส้นทางดังกล่าว ได้เกิดเหตุใบขุดของรถแบ็กโฮกระทบกับทุ่นระเบิดที่ฝังอยู่ใต้พื้นดินจนเกิดการระเบิด ส่งผลให้มีผู้ปฏิบัติงานได้รับบาดเจ็บ และรถแบ็กโฮได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดดังกล่าว


ภายหลังเกิดเหตุหน่วยเฉพาะกิจที่2 ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเร่งด่วน โดยพบว่าผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นพนักงานขับรถแบ็กโฮ จำนวน1 ราย ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย หน่วยจึงได้ประสานและนำตัว ส่งเข้ารับการตรวจรักษา ณ โรงพยาบาลบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ในทันที ปัจจุบันผู้ได้รับบาดเจ็บได้รับการดูแลรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์จนมีอาการปลอดภัย และสามารถเดินทางกลับไปพักฟื้น ณ บ้านพักได้ตามปกติ

สำหรับรายละเอียดของชนิดและขนาดของทุ่นระเบิดในเหตุการณ์ดังกล่าว ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จึงยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดเพิ่มเติมหรือระบุที่มาของทุ่นระเบิดได้ในขณะนี้


ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของกำลังพล เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนภารกิจในพื้นที่ชายแดน กองทัพภาคที่2จึงพิจารณาให้ชะลอการดำเนินงานก่อสร้างและปรับปรุงเส้นทางยุทธวิธีในพื้นที่เกิดเหตุเป็นการชั่วคราวพร้อมปิดกั้นพื้นที่ให้หน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการสำรวจตรวจสอบ และประเมินความปลอดภัยของพื้นที่อย่างละเอียดรอบคอบ รวมทั้งดำเนินมาตรการป้องกันอันตราย ที่อาจเกิดขึ้นจากทุ่นระเบิดหรือวัตถุระเบิดตกค้าง ก่อนพิจารณาดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป


กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณประชาชนจิตอาสาและทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจด้วยความเสียสละ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและรับผิดชอบ เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน
ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบยืนยัน เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในสังคม