ศูนย์ข่าวขอนแก่น - ชาวบ้านผู้ปลูกผัก อ.เมืองขอนแก่น ค้านชนฝา ซีพีแรม จดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ กังวลกระทบวิถีชีวิตดั้งเดิม ตั้งคำถามพันธุ์ตั้งต้นมาจากธรรมชาติ-บรรพบุรุษปลูกสืบทอดกันมา หวั่นอนาคตถูกจำกัดสิทธิปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ย้ำกะเพราคือพืชกู้ชีพหาเงินค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าเทอมลูก
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรผู้ปลูกกะเพราในพื้นที่ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด ยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่สำหรับกะเพราจำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ “แก้วจุรี 01”, “แก้วจุรี 02”, “แก้วจุรี 03” และ “แก้วจุรี 04”
จากการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนของกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า สายพันธุ์กะเพราดังกล่าวได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองตั้งแต่ปี 2567 และมีระยะเวลาคุ้มครองยาวนานถึงปี 2579 แม้ก่อนหน้านี้ทางเอกชนจะออกมาชี้แจงว่า เป็นการคุ้มครองเฉพาะสายพันธุ์ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาขึ้นมาใหม่เท่านั้น โดยกะเพราสายพันธุ์ทั่วไปยังคงสามารถปลูกและจำหน่ายผลผลิตได้ตามปกติก็ตาม แต่ในระดับพื้นที่ เกษตรกรรายย่อยกลับยังคงมีความกังวลใจอย่างหนักต่อสิทธิในการทำมาหากินในอนาคต
จวกยับ “พันธุ์ตั้งต้นมาจากธรรมชาติ” หวั่นโดนจำกัดสิทธิ
นางอำนวย โคตรนั้วะ อายุ 66 ปี เกษตรกรผู้ปลูกกะเพราขาย ชาวตำบลโคกสี เปิดเผยว่า ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการนำสายพันธุ์กะเพราไปจดทะเบียนคุ้มครองเป็นสิทธิของเอกชน เนื่องจากมองว่า แม้พืชดังกล่าวจะผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนา แต่ “สายพันธุ์ตั้งต้น” ทั้งหมดก็ล้วนมาจากพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอยู่ในธรรมชาติ และเป็นพืชที่พ่อแม่บรรพบุรุษปลูกสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จึงเกิดคำถามว่า หากชาวบ้านจะขอหวงแหนสายพันธุ์ดั้งเดิมของตนเองบ้างจะได้หรือไม่
นางอำนวย กล่าวอีกว่า หากบริษัทพัฒนาสายพันธุ์จนดีแล้วนำมาวางขาย ชาวบ้านก็พร้อมที่จะอุดหนุน แต่ปัญหาสำคัญคือ เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าสายพันธุ์ใดเป็นของบริษัท หรือกะเพราที่พวกตนปลูกกันอยู่นั้นมีความเกี่ยวโยงกับสายพันธุ์ที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ เนื่องจากจุดเริ่มต้นของการปลูกคือการซื้อเมล็ดพันธุ์ตามร้านค้าทั่วไป แล้วคัดเลือกเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อเพื่อลดต้นทุน
"พอมีข่าวเรื่องการจดทะเบียนคุ้มครอง ชาวบ้านกังวลกันมาก หากต่อไปในอนาคตถูกจำกัดสิทธิไม่ให้ปลูก หรือห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ชาวบ้านจะเอาอะไรกิน แล้วจะหารายได้จากไหนมาทดแทน" นางอำนวย กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล
กะเพราคือพืชกู้ชีพ เงินหมุนเวียนค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าเรียนลูก
เกษตรกรชาวตำบลโคกสี เล่าเพิ่มเติมว่า การปลูกผักสวนครัวถือเป็นอาชีพเสริมสำคัญของชาวนาในพื้นที่ นอกเหนือจากการทำนาเป็นอาชีพหลัก โดยจะปลูกผักหมุนเวียนกันไปทั้ง แมงลัก กะเพรา และโหระพา รายได้จากการจับจ่ายขายผักคือเงินสดที่นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สำหรับครอบครัวตน เงินที่ได้จากการขายกะเพรานำมาจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ และค่ากับข้าว หากเหลือก็แบ่งให้ลูกหลานไปโรงเรียน เมื่อได้ติดตามข่าวทางโทรทัศน์ ตนและเพื่อนบ้านที่ปลูกผักด้วยกันจึงรู้สึกกังวลกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
สำหรับกระบวนการผลิต ตนจะตัดยอดกะเพราส่งขายให้แม่ค้าทุกวัน ช่วงเช้าส่งตลาดโคกสี 2 ถุง และส่งตลาดศรีเมืองทองวันละ 3–4 ถุง หากมีเวลาตัดยอดมากก็ขายได้เงินมากขึ้น เมื่อปลูกครบ 1 ปีจะทำการพรวนดินและลงแปลงใหม่ เพราะหากปล่อยไว้นานใบจะเล็กลงจนขายไม่ได้ โดยในแปลงเน้นการทำเกษตรปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมี แต่จะหมักน้ำชีวภาพไว้ฉีดพ่นเอง
นางอำนวย ระบุทิ้งท้ายว่า ชาวบ้านในพื้นที่แถวนี้ทุกคนไม่อยากเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เพราะกะเพราเป็นพืชที่ดูแลง่าย และราคาขายอยู่ในระดับที่พอเลี้ยงชีพได้ หากมีการจดทะเบียนจนเกิดข้อจำกัดทางกฎหมาย ไม่สามารถปลูกกะเพราได้ จะให้ชาวบ้านเปลี่ยนไปทำอาชีพอะไร
"เข้าใจว่าบริษัททำธุรกิจขายเมล็ดพันธุ์ แต่ไม่อยากให้นำพืชที่ชาวบ้านปลูกสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษไปจดทะเบียน และอยากให้ชาวบ้านยังคงมีสิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้ตามวิถีชีวิตที่เคยทำมา" นางอำนวยกล่าว


