นครพนม – ป.ป.ช.นครพนม ผนึกกำลัง สตง. และโยธาธิการฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการฝายห้วยอ้วน งบประมาณ 40 ล้านบาท หลังถูกวิจารณ์หนัก สร้างเพิ่งเสร็จโครงสร้างทรุดตัวและแตกร้าว ด้านชลประทานชี้แจงน้ำท่วมใหญ่เดือนสิงหาคม ระดับน้ำสูงกว่าระดับสันฝายถึง 3 เมตร ส่งผลให้โครงสร้างบางส่วนเสียหาย เผยส่งหนังสือถึงผู้รับเหมาให้เร่งซ่อมแซมแล้ว ขณะที่ ป.ป.ช. เตรียมเรียกเอกสารผลทดสอบดิน คอนกรีต และวัสดุก่อสร้าง ตรวจสอบคุณภาพงานอย่างละเอียด
วันนี้(23 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดนครพนม ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการก่อสร้างฝายห้วยอ้วน บ้านอ้วน หมู่ 7 ต.หาดแพง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม หลังปรากฏกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับความเสียหายของโครงสร้างฝาย ซึ่งใช้งบประมาณก่อสร้าง 40 ล้านบาท และเพิ่งดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2569
การตรวจสอบครั้งนี้ นายเปรมจิต แจ่มใสดี ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสกลนคร รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครพนม มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กลุ่มงานป้องกันการทุจริต และกลุ่มงานไต่สวนการทุจริต ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดนครพนม และสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครพนม ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง
การลงพื้นที่ดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีชาวบ้านและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลหาดแพงร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าพบการทรุดตัวและแตกร้าวของโครงสร้างบางส่วน รวมถึงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำของฝาย ซึ่งเดิมมีเป้าหมายช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ประมาณ 500 ไร่
เปิดรายละเอียดงบ 40 ล้าน พบจ้างเหมางานดิน 2.73 ล้าน
จากการตรวจสอบข้อมูลโครงการ พบว่า ฝายห้วยอ้วนอยู่ในความรับผิดชอบของโครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทานที่ 7 ใช้งบประมาณ 40 ล้านบาท โดยมีการว่าจ้างเอกชนดำเนินกิจกรรมงานดิน วงเงิน 2,737,490.16 บาท ผู้รับจ้างคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สกลนครสิทธิชัยวิศวกรรม ผ่านวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ส่วนงานก่อสร้างรายการอื่น ๆ หน่วยงานผู้รับผิดชอบเป็นผู้ดำเนินการเอง
ข้อมูลดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาแยกส่วนความรับผิดชอบระหว่างงานที่ว่าจ้างเอกชนกับงานที่หน่วยงานรัฐดำเนินการเอง เพื่อให้การตรวจสอบและแก้ไขความเสียหายเป็นไปอย่างตรงจุด
ชลประทานแจงน้ำท่วมใหญ่เดือนสิงหาคม สูงกว่าสันฝาย 3 เมตร
จากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่โครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทานที่ 7 ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวผ่านกระบวนการตรวจรับและเบิกจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเกิดสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอศรีสงครามช่วงเดือนสิงหาคม 2569
โดยจังหวัดนครพนมได้ประกาศให้พื้นที่บ้านอ้วน หมู่ 7 ตำบลหาดแพง เป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยจากอุทกภัย เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 หลังเกิดน้ำท่วมขังเป็นเวลานานนับเดือน ซึ่งหน่วยงานชลประทานระบุว่าเป็นสาเหตุที่ส่งผลให้โครงสร้างบางส่วนเกิดการทรุดตัวและแตกร้าว
สำหรับรายละเอียดด้านวิศวกรรม ชลประทานชี้แจงว่า แบบก่อสร้างกำหนดระดับความสูงของสันฝายไว้ที่ 98.00 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (ร.ส.ม.) โดยอ้างอิงข้อมูลระดับน้ำสูงสุดในอดีตที่ 97.10 เมตร
อย่างไรก็ตาม ระหว่างเกิดอุทกภัยครั้งล่าสุด ระดับน้ำเพิ่มสูงถึง 101.00 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง หรือสูงกว่าระดับสันฝายตามแบบประมาณ 3 เมตร สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นเหตุผลที่หน่วยงานชลประทานนำมาชี้แจงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่สาเหตุและความสัมพันธ์กับคุณภาพงานก่อสร้างยังต้องอาศัยผลการตรวจสอบทางวิศวกรรมประกอบการพิจารณา
ในส่วนของการแก้ไขปัญหา โครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทานที่ 7 แจ้งว่า ได้มีหนังสือถึงห้างหุ้นส่วนจำกัด สกลนครสิทธิชัยวิศวกรรม เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เพื่อให้ดำเนินการซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ
ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครพนม ได้ให้ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้เร่งรัดผู้รับเหมาดำเนินการซ่อมแซมบริเวณที่ได้รับความเสียหายให้เรียบร้อยโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการได้อย่างปลอดภัยและเต็มประสิทธิภาพ
ประเด็นที่น่าจับตาคือ แม้หน่วยงานชลประทานจะชี้แจงว่าสาเหตุความเสียหายเกิดจากสถานการณ์อุทกภัย แต่สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครพนม ยังเตรียมดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะเอกสารทางวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการก่อสร้าง
เอกสารที่เตรียมขอตรวจสอบประกอบด้วย ผลการทดสอบการบดอัดดิน ผลการทดสอบคอนกรีต และผลการทดสอบวัสดุก่อสร้างประเภทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาว่าการดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดหรือไม่
การตรวจสอบดังกล่าวมีความสำคัญต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว หรือมีปัจจัยด้านคุณภาพงานก่อสร้างและการออกแบบร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งยังไม่สามารถสรุปได้ในขณะนี้
จับตาผลตรวจสอบ เงินภาษี 40 ล้านต้องคุ้มค่า
ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ประชาชนยังคงให้ความสนใจคือประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำของฝายห้วยอ้วน เนื่องจากชาวบ้านเคยสะท้อนว่า ระดับน้ำที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงยังไม่เป็นไปตามความคาดหวัง และเกษตรกรบางส่วนยังต้องแบกรับต้นทุนการสูบน้ำเพื่อการเพาะปลูก
แม้การตรวจสอบครั้งนี้จะมุ่งเน้นสภาพความเสียหายของโครงสร้างและคุณภาพงานก่อสร้าง แต่ประชาชนยังคาดหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาประสิทธิภาพการกักเก็บและส่งน้ำควบคู่กันไป เพื่อให้โครงการสามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำได้อย่างแท้จริง
สำหรับการลงพื้นที่ของ ป.ป.ช. สตง. และหน่วยงานด้านวิศวกรรมในครั้งนี้ ยังเป็นขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อสรุปว่าพบการทุจริตหรือการกระทำผิดของหน่วยงานหรือผู้รับจ้างรายใด
อย่างไรก็ตาม กรณีฝายห้วยอ้วนถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สังคมจับตามอง โดยเฉพาะผลการตรวจสอบคุณภาพงานก่อสร้าง ความรับผิดชอบในการซ่อมแซม และแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำอีกในอนาคต
เพราะเป้าหมายสำคัญของการใช้งบประมาณแผ่นดิน 40 ล้านบาท ไม่ใช่เพียงการก่อสร้างฝายให้แล้วเสร็จ แต่ต้องเป็นแหล่งน้ำที่มั่นคง ปลอดภัย และสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน


