ศูนย์ข่าวศรีราชา - “ดร.สนธิ”นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชี้ความเสี่ยงไทยเป็นแหล่งรองรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) และกากอุตสาหกรรมจากต่างประเทศ หลังหลายประเทศเข้มงวดการนำเข้าขยะ เสนอรัฐเร่งตรวจสอบด่านศุลกากร ปิดช่องโหว่กฎหมาย เพิ่มบทลงโทษ และจัดระบบรีไซเคิลอย่างครบวงจร ป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรม โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการลักลอบนำเข้าของเสียจากต่างประเทศ ซึ่งอาจสร้างมลพิษและผลกระทบต่อชุมชน ควรเร่งแก้ปัญหาที่ต้นทาง ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบโรงงาน และการติดตามเส้นทางของเสียตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
โดยประเด็นที่ต้องเร่งจัดการคือการปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย ยกระดับการตรวจสอบสินค้านำเข้า และพัฒนาระบบจัดการขยะภายในประเทศให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยมี 5 ช่องโหว่เสี่ยงไทยรับขยะข้ามชาติ ประกอบด้วย 1กฎหมายและการบังคับใช้ยังมีข้อท้าทาย แม้ไทยเป็นภาคีอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) แต่ยังต้องเข้มงวดการตรวจสอบสินค้านำเข้าที่อาจสำแดงประเภทไม่ตรงกับข้อเท็จจริง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจตู้คอนเทนเนอร์ในท่าเรือสำคัญ
2.โรงงานรีไซเคิลไม่ได้มาตรฐาน หลังจีนจำกัดการนำเข้าขยะตั้งแต่ปี 2561 ประเทศในอาเซียนกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังการเคลื่อนย้ายของเสียข้ามชาติ โดยเฉพาะกิจการคัดแยกและหลอมโลหะที่ไม่มีระบบควบคุมมลพิษตามมาตรฐาน3. ช่องว่างกำกับดูแลโรงงานขนาดเล็ก การตรวจสอบต้องครอบคลุมประเภทกิจการ แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และปลายทางกากของเสีย เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงข้อกำหนดทางกฎหมาย 4 ผลประโยชน์จากการสกัดโลหะมีค่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์มีทองคำ ทองแดง และเงิน ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ หากบทลงโทษไม่สามารถยับยั้งการกระทำผิดได้ อาจเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบนำเข้าและกำจัดของเสียอย่างไม่ถูกต้อง และ 5 ระบบจัดการขยะในประเทศยังต้องพัฒนา ไทยจำเป็นต้องมีระบบรวบรวม คัดแยก รีไซเคิล และกำจัดซากผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อตรวจสอบแหล่งกำเนิดและเส้นทางของเสีย
ดร.สนธิ เผยอีกว่า จากเหตุผลดังกล่าว เสนอให้ภาครัฐยกระดับด่านศุลกากรด้วย AI และเครื่องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมควบคุมมลพิษ เพื่อคัดกรองสินค้ากลุ่มเสี่ยงและตรวจสอบย้อนหลังได้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน ควรเร่งผลักดันกฎหมายจัดการซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) โดยใช้หลักความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) ให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ามีส่วนรับผิดชอบต่อซากผลิตภัณฑ์ รวมถึงผลักดันระบบรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) เพื่อเพิ่มความโปร่งใส
นอกจากนี้ ควรปรับบทลงโทษให้เหมาะสมกับความเสียหาย ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง และพัฒนาศูนย์จัดการกากอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐาน โดยมีระบบควบคุมมลพิษและตรวจสอบแหล่งที่มาของของเสียอย่างชัดเจน การป้องกันไม่ให้ไทยกลายเป็นแหล่งรองรับขยะพิษจากต่างประเทศ ต้องอาศัยทั้งกฎหมายที่เข้มแข็ง การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และระบบรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต้องแลกมาด้วยสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมของประเทศ


