ศูนย์ข่าวศรีราชา - นักวิชาการอิสระ เปิด“ผังเมืองรวม EEC ซ่อนรูป ตั้งข้อสังเกตข้อกำหนดบางข้อ อาจเอื้อให้โรงงานและกิจการอุตสาหกรรมบางประเภทเข้าไปตั้งในพื้นที่ชุมชนชนบทและพื้นที่เกษตรกรรมใน 3 จังหวัดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พร้อมเสนอให้แก้ไขข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำผังเมืองระดับอำเภอ และทบทวนการอนุญาตโรงงานที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเครือข่าย EEC Watch ระบุว่า การจัดทำผังเมืองรวม EEC มีจุดเริ่มต้นจากคำสั่ง คสช. ที่ 47/2560 และพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ก่อนนำไปสู่การยกเลิกผังเมืองรวมเดิมของจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา และประกาศใช้ผังเมืองรวม EEC ในเดือนธันวาคม 2562 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 8.29 ล้านไร่ วางกรอบการพัฒนาระยะ 20 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2560–2580
ข้อมูลเปรียบเทียบการใช้ประโยชน์ที่ดินของเครือข่ายระบุว่า พื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 64% และพื้นที่พัฒนาเมืองเพิ่มขึ้น 34% ขณะที่พื้นที่ชุมชนชนบทและเกษตรกรรมลดลง 12% โดยมองว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการคุ้มครองพื้นที่ทำกินและวิถีชีวิตของประชาชน
อีกประเด็นคือความล่าช้าในการจัดทำผังเมืองรวมระดับเมืองและชุมชนจำนวน 30 ผัง โดยข้อมูลที่เผยแพร่ระบุว่า ตลอดระยะเวลาประมาณ 7 ปีครึ่ง สามารถประกาศใช้ได้เพียง 1 ผัง คือ ผังเมืองรวมอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ทำให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพการควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความต้องการของชุมชน
ขณะเดียวกัน โครงการพัฒนาขนาดใหญ่หลายโครงการ ทั้งรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ต่างเผชิญความล่าช้าหรือข้อจำกัดในการดำเนินงาน ส่วนโครงการเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ EECiti และการกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ก็เป็นประเด็นที่เครือข่ายตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อการใช้ที่ดินและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ทำกินและพื้นที่ที่ชุมชนใช้ประโยชน์มาแต่เดิม ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อกำหนดข้อ 14 และข้อ 15 ของผังเมืองรวม EEC ซึ่งเห็นว่าอาจเปิดช่องให้กิจการอุตสาหกรรมบางประเภทเข้าไปตั้งในพื้นที่ที่กำหนดไว้สำหรับชุมชนชนบทและเกษตรกรรมได้ ภายใต้เงื่อนไขและข้อยกเว้นที่ระบุในผังเมือง
สำหรับที่ดินประเภทชุมชนชนบท หรือพื้นที่สีเหลืองอ่อน (ชบ.) ซึ่งมีพื้นที่กว่า 2 ล้านไร่ หรือประมาณ 25% ของพื้นที่ EEC เครือข่ายระบุว่า ข้อกำหนดข้อ 14 อนุญาตให้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมบางประเภท รวมถึงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตประกอบการอุตสาหกรรมภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด จึงตั้งข้อสังเกตว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินจริงอาจเปิดรับกิจกรรมอุตสาหกรรมได้มากกว่าที่ประชาชนเข้าใจจากสีที่ปรากฏบนแผนผังเพียงอย่างเดียว
ดร.สมนึก เผยอีกว่า ส่วนพื้นที่ส่งเสริมเกษตรกรรม หรือพื้นที่สีเขียวอ่อน (สก.) ข้อกำหนดข้อ 15 เปิดให้โรงงานบางประเภท เช่น โรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร โรงงานบริการชุมชน และกิจการโรงงานบางลำดับ สามารถตั้งในพื้นที่ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด รวมถึงข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะห่างจากคลองบางประเภทไม่น้อยกว่า 50 เมตร
จากการนำพื้นที่สีม่วงมาพิจารณาร่วมกับพื้นที่สีเหลืองอ่อนและสีเขียวอ่อนที่สามารถประกอบกิจการอุตสาหกรรมได้ตามข้อยกเว้น จึงประเมินว่า พื้นที่ที่อาจรองรับกิจกรรมอุตสาหกรรมได้จริงอาจสูงถึง 30% ของพื้นที่ EEC ทั้งหมด พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบรายละเอียดข้อกำหนดและข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจนและประเมินผลกระทบได้อย่างรอบด้าน
สำหรับ คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ซึ่งระบุว่าเคยเปิดทางให้กิจการโรงงานบางประเภท รวมถึงโรงงานลำดับที่ 101, 105 และ 106 เข้าไปตั้งในพื้นที่เกษตรกรรมได้ พร้อมตั้งข้อกังวลว่า การอนุญาตที่เกิดขึ้นภายใต้มาตรการในอดีตอาจยังส่งผลต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินและการควบคุมมลพิษ แม้จะมีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวตามกฎหมายที่ประกาศใช้ในเดือนธันวาคม 2568 แล้วก็ตาม เสนอให้ตรวจสอบโรงงานที่ได้รับอนุญาตภายใต้มาตรการเดิมอย่างเข้มงวด กำกับการจัดการมลพิษให้เป็นไปตามกฎหมาย และพิจารณาการขยายพื้นที่หรือกิจการตามกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ชุมชนโดยรอบต้องแบกรับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
สำหรับแนวทางแก้ไข คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาการใช้กฎหมาย EEC ภายใต้คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 26 เคยเสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่ แก้ไขข้อกำหนดผังเมืองรวม EEC ข้อ 14 และ 15 ทบทวนหรือยกเลิกข้อยกเว้นที่เปิดให้ตั้งโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม และเขตประกอบการอุตสาหกรรมในพื้นที่ชุมชนชนบทและเกษตรกรรม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ตรวจสอบโรงงานเดิมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะโรงงานที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการผ่อนคลายในอดีต พร้อมบังคับใช้มาตรการควบคุมมลพิษอย่างจริงจัง เร่งจัดทำผังเมืองระดับอำเภอทั้ง 30 ผัง ในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความต้องการของชุมชน และ เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดเผยข้อมูลการอนุญาตและผลกระทบจากโครงการอุตสาหกรรม เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง
การพัฒนา EEC ควรเดินควบคู่ไปกับการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ระบบนิเวศ และสิทธิของชุมชน จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนข้อกำหนดผังเมืองและช่องโหว่ทางกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่สร้างภาระด้านสิ่งแวดล้อมและกระทบต่อพื้นที่ทำกินของประชาชนโดยขาดมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม


