อุดรธานี – กรมทรัพยากรธรณีผนึกกำลังสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 และกรมศิลปากร ลงพื้นที่ตรวจสอบรอยตีนปริศนาบริเวณน้ำตกตาดน้อย ต.เมืองพาน อ.บ้านผือ จ.อุดรฯ ยันเป็นรอยเท้าไดโนเสาร์กินเนื้อ อายุเก่าแก่ 120 ล้านปี พบรอยชัดเจน 6 รอย คาดอาจมีรอยที่ 7 เตรียมกั้นพื้นที่ชั่วคราวป้องกันความเสียหาย พร้อมเร่งจัดทำรายงานภายใน 7 วัน ก่อนพิจารณายกระดับเป็นพื้นที่ศึกษาและวิจัยทางธรณีวิทยา
ความคืบหน้ากรณีค้นพบรอยตีนปริศนาที่คาดว่าเป็นรอยเท้าไดโนเสาร์ในพื้นที่ ต.เมืองพาน อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ล่าสุดวันนี้(20ต.ค.)เจ้าหน้าที่จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 กรมทรัพยากรธรณี โดยสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 2 (ขอนแก่น) อุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ–ภูพระบาท (เตรียมการ) และกรมศิลปากร โดยหัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและกำหนดแนวทางอนุรักษ์
นายนพวงค์ พฤกษชาติ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 เปิดเผยว่า ภายหลังได้รับข้อสั่งการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบและวางแผนดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล่าสุดผู้แทนกรมทรัพยากรธรณีได้เข้าตรวจสอบและวินิจฉัยยืนยันแล้วว่า ร่องรอยที่พบเป็น รอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อ อายุประมาณ 120 ล้านปี
นายปารเมศ คำฟู นักธรณีวิทยาชำนาญการ ซึ่งร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบในครั้งนี้ด้วยระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นยืนยันได้ว่า ร่องรอยที่พบเป็นซากดึกดำบรรพ์จริง โดยเสนอให้กั้นพื้นที่ไว้ชั่วคราวเพื่อป้องกันความเสียหาย พร้อมเร่งจัดทำรายงานเสนอต่อผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน 7 วัน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางศึกษาตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป
ทั้งนี้ หากผลการประเมินพบว่าซากดึกดำบรรพ์ดังกล่าวมีคุณค่าทางวิชาการสูง อาจพิจารณากำหนดพื้นที่เป็นเขตศึกษาและวิจัย เพื่อให้นักวิชาการเข้าสำรวจและเก็บข้อมูลอย่างละเอียด ควบคู่กับการวางมาตรการป้องกันไม่ให้มีการขูดขีด ทำลาย หรือเคลื่อนย้ายซากดึกดำบรรพ์ออกจากพื้นที่ โดยการกำหนดมาตรการในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับผลการประเมินความสำคัญทางวิชาการอย่างเป็นทางการ
ว่าที่ร้อยตรีกฤษณะ สุดชา นักธรณีวิทยาปฏิบัติการ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ชั้นหินบริเวณดังกล่าวอยู่ในมหายุคมีโซโซอิก (Mesozoic Era) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์ดำรงชีวิตอยู่บนโลก โดยรอยเท้าที่พบมีลักษณะเด่นเป็นรอย 3 นิ้ว พร้อมร่องรอยกรงเล็บแหลมคม และเรียงตัวเป็นแนวเส้นตรง สอดคล้องกับลักษณะการเดินด้วยขาหลัง 2 ข้างของไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอด (Theropod) ซึ่งเป็นกลุ่มไดโนเสาร์กินเนื้อ
จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าไดโนเสาร์เจ้าของรอยเท้ามีความสูงบริเวณสะโพกมากกว่า 1.5 เมตร จัดอยู่ในกลุ่มนักล่าขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้ในอดีตอาจเป็นสภาพแวดล้อมบริเวณชายน้ำตื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ และอาจมีไดโนเสาร์กินพืชหรือไดโนเสาร์คอยาวอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศยุคนั้น
สำหรับกระบวนการเกิดรอยเท้าฟอสซิล คาดว่าเกิดจากไดโนเสาร์เดินผ่านพื้นโคลนบริเวณชายน้ำตื้น ก่อนที่รอยเท้าจะถูกตะกอนทับถมและแข็งตัวเป็นหินตามกาลเวลา ต่อมาเมื่อเปลือกโลกเกิดการเคลื่อนตัวและยกตัวจนกลายเป็นภูเขา ประกอบกับกระบวนการกัดกร่อนตามธรรมชาติ จึงทำให้ชั้นหินที่เก็บรักษาร่องรอยดังกล่าวปรากฏออกมาให้เห็นในปัจจุบัน นับเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้ศึกษาสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในอดีตได้
ด้านนางสาวพรรณนิภา แซ่เทียน นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ กรมทรัพยากรธรณี กล่าวเสริมว่า รอยเท้าดังกล่าวปรากฏอยู่ในหมวดหินภูพาน เบื้องต้นตรวจพบรอยที่มีความชัดเจนจำนวน 6 รอย และคาดว่าหากทำการสำรวจหรือขุดค้นเพิ่มเติมในบริเวณเวิ้งพื้นที่ใกล้เคียง อาจพบรอยที่ 7 เพิ่มเติมได้
สำหรับแนวทางอนุรักษ์ในระยะเร่งด่วน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมดำเนินการเบี่ยงทางน้ำและกั้นพื้นที่ เพื่อป้องกันกระแสน้ำกัดเซาะจนสร้างความเสียหายต่อรอยเท้า พร้อมจัดเก็บข้อมูล วัดขนาด และจัดทำภาพสามมิติ เพื่อนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลทางวิชาการและวางแผนพัฒนาพื้นที่ร่วมกันอย่างเหมาะสม
การค้นพบครั้งนี้อาจเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของจังหวัดอุดรธานี โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม หากได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างเป็นระบบ จะช่วยเพิ่มคุณค่าด้านธรณีวิทยา ประวัติศาสตร์ และการท่องเที่ยวของจังหวัด รวมถึงสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านซากดึกดำบรรพ์ให้แก่ประชาชนและเยาวชนในอนาคต
ทั้งนี้ กรมทรัพยากรธรณีขอความร่วมมือประชาชน หากพบซากดึกดำบรรพ์หรือสิ่งที่คาดว่าอาจเป็นซากดึกดำบรรพ์เพิ่มเติม สามารถแจ้งข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊กกรมทรัพยากรธรณี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการอนุรักษ์อย่างถูกต้องต่อไ


