กาญจนบุรี - รองเลขาธิการ สทนช. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนแม่กลอง จ.กาญจนบุรี หลังลุ่มน้ำแม่กลองเผชิญสถานการณ์น้ำมากครั้งสำคัญในรอบ 30 ปี ด้านชลประทานที่ 13 ควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนประมาณ 1,160–1,189 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมประเมินมวลน้ำจากแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่รายวัน
วันนี้( 18 ต.ค.) นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนแม่กลองและปริมาณน้ำในลุ่มน้ำแม่กลอง ณ ศูนย์ส่วนหน้าบริหารจัดการน้ำเขื่อนแม่กลอง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี โดยมีนายก่อพงศ์ เจ้ยแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รายงานสถานการณ์และหารือแนวทางบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำ
สำนักงานชลประทานที่ 13 ระบุว่า สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำแม่กลองครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์น้ำมากครั้งสำคัญในรอบ 30 ปี นับตั้งแต่ปี 2539 โดยต้องติดตามและประเมินปริมาณน้ำจากแม่น้ำแควน้อย แม่น้ำแควใหญ่ และลำน้ำสาขาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากบางพื้นที่ระดับน้ำเริ่มลดลง ขณะที่บางพื้นที่ยังมีมวลน้ำไหลลงมาเติมอย่างต่อเนื่อง จึงต้องประเมินแนวโน้มเป็นรายวันและปรับแผนตามปริมาณฝนและน้ำที่เปลี่ยนแปลง
ปัจจุบันมีการควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนแม่กลองอยู่ที่ประมาณ 1,160–1,189 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และบริหารระดับน้ำเหนือเขื่อนที่ประมาณ 22.80 เมตร ควบคู่กับการผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานตามความเหมาะสม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการรองรับมวลน้ำจากลำน้ำสาขา โดยจะพิจารณาปรับอัตราการระบายตามปริมาณน้ำจริง เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร
นอกจากการรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้าแล้ว ที่ประชุมยังหารือการพัฒนาฐานข้อมูลอุทกวิทยา โดยทบทวนและปรับปรุงกราฟความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำกับปริมาณน้ำไหลผ่าน (Rating Curve) และกราฟการไหลของน้ำ (Unit Hydrograph) ในสถานีสำคัญ เช่น สถานี K35A หนองบัว ลำภาชี และลำตะเพิน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์และคาดการณ์มวลน้ำ รวมถึงสนับสนุนการวางแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกับเขื่อนต่าง ๆ ในอนาคต
ทั้งนี้ หากมีฝนตกหนักเพิ่มเติมจนจำเป็นต้องเพิ่มอัตราการระบายน้ำท้ายเขื่อนแม่กลอง สำนักงานชลประทานที่ 13 จะประสานและแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ท้ายน้ำอย่างทันท่วงที พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่เตรียมพร้อมรับมือได้อย่างเหมาะสม


