ฉะเชิงเทรา - สภาอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา เผยน้ำท่วมใหญ่กระทบโรงงานกว่า 200 แห่ง จากผู้ประกอบการกว่า 2,000 แห่ง เตรียมเสนอรัฐช่วยฟื้นฟูและสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หลังพบความเสียหายต่อเนื่องทั้งระบบขนส่งและโลจิสติกส์ พร้อมห่วงกากอุตสาหกรรมจากปราจีนบุรี-สระแก้วไหลมากับมวลน้ำ เสี่ยงปนเปื้อนพื้นที่ปลายน้ำระยะยาว
วันนี้( 15 ต.ค.) นายสุกัณฑ์ โสรัจจกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา และประธานสภาอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (อีอีซี) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคตะวันออกส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมใน จ.ฉะเชิงเทรา ประมาณ 200 แห่ง จากโรงงานทั้งหมดกว่า 2,000 แห่ง หรือราว 10% ซึ่งถือว่าน้อยกว่าบางจังหวัดใกล้เคียง โดยนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งมีการเตรียมความพร้อมรับมือไว้เป็นอย่างดี จึงได้รับความเสียหายไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือขยะและกากอุตสาหกรรมที่อาจไหลมากับมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบน โดยเฉพาะ จ.ปราจีนบุรี และสระแก้ว ซึ่งมีข่าวปัญหาการจัดการขยะพิษและกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง เนื่องจากน้ำจากพื้นที่ดังกล่าวไหลลงสู่ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำ จึงมีความเสี่ยงที่สารปนเปื้อนจะกระจายเข้าสู่สิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบในระยะยาว
สำหรับของเสียในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา สภาอุตสาหกรรมได้จัดทีมงานเข้าเก็บและนำไปกำจัดก่อนเกิดวิกฤต ส่วนจุดที่ดำเนินการไม่ทันได้จัดทำแนวป้องกันน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ขยะและของเสียไหลออกไปภายนอก ทั้งนี้ น้ำปีนี้มาเร็วและรุนแรง โดยระดับน้ำสามารถเพิ่มสูงถึง 60 เซนติเมตรภายในเวลาเพียง 30 นาที ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนตั้งตัวไม่ทัน เนื่องจากไม่เคยเผชิญน้ำท่วมใหญ่ในระดับนี้นับตั้งแต่ปี 2516 หรือในรอบกว่า 53 ปี
นายสุกัณฑ์กล่าวว่า หลังสถานการณ์น้ำลด สิ่งสำคัญคือการวางแผนฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม โดยสภาอุตสาหกรรมได้เสนอแนวทางสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำแล้ว และคาดหวังให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายหนัก เนื่องจากผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวโรงงาน แต่ยังลุกลามถึงการเดินทางของพนักงาน การขนส่ง โลจิสติกส์ และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจที่สูงขึ้น
พื้นที่ได้รับผลกระทบหนักส่วนใหญ่อยู่ใน อ.บางคล้า โดยเฉพาะ ต.เสม็ดใต้ รวมถึงบางส่วนของ อ.เมืองฉะเชิงเทรา และพื้นที่ อ.บางปะกง อ.พนมสารคาม และ อ.แปลงยาว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินความเสียหายทั้งโรงงานที่จดทะเบียนกว่า 1,700 แห่ง และผู้ประกอบการนอกระบบ เมื่อเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ที่ขาดการจัดการที่เหมาะสม อาจทำให้กากอุตสาหกรรมถูกน้ำพัดพาและก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา จึงจำเป็นต้องเร่งตรวจสอบและฟื้นฟูควบคู่กัน
นอกจากนี้ ภาคเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมยังได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งบ่อกุ้ง บ่อปลา และสวนไม้ยืนต้น โดยเฉพาะมะม่วงขายตึกที่ใกล้ถึงช่วงเก็บเกี่ยวในอีกประมาณ 1 เดือน แต่กลับถูกน้ำท่วมเสียหาย การฟื้นฟูสวนอาจต้องใช้เวลาหลายปี ขณะที่พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในลุ่มน้ำบางปะกงได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยมีพื้นที่เลี้ยงกุ้งและปลากว่า 80,000 ไร่ใน จ.ฉะเชิงเทรา อีกกว่า 40,000 ไร่ใน อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี และกว่า 40,000 ไร่ใน จ.นครนายก ซึ่งถูกน้ำท่วมเช่นกัน


