กาฬสินธุ์-สส.กาฬสินธุ์ เตือนขั้นวิกฤต หลัง “ปลาหมอคางดำ” ระบาดเขื่อนลำปาว ยอดจับพุ่งเกิน 400 ตัว หวั่นสะเทือนเศรษฐกิจประมง-เลี้ยงกุ้งก้ามกราม 2,500 ล้านบาทต่อปี ชี้มาตรการ “เจอ-แจ้ง-จับ” เอาไม่อยู่ เสนอ 4 มาตรการกวาดล้างเชิงรุก ปลดล็อกกฎหมาย ทุ่มค่าหัว ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิรัช พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดกาฬสินธุ์ เขต 1 พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ว่า ขณะนี้กำลังเข้าสู่ภาวะน่าห่วงอย่างยิ่ง หลังพบการกระจายพันธุ์ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาวและพื้นที่เชื่อมโยง ซึ่งมียอดจับสะสมแล้วมากกว่า 400 ตัว ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ร่วมกับศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์ฯ พบว่าหากไม่เร่งยับยั้ง อาจลุกลามจนคุกคามเศรษฐกิจฐานรากด้านสัตว์น้ำของจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงกว่า 2,500 ล้านบาทต่อปี
นายวิรัช ระบุว่า พื้นที่จุดเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดในขณะนี้ ได้แก่ อ.หนองกุงศรี: บ้านนาอวน ต.หนองสรวง, บ้านคำเขื่อนแก้ว และบ้านทับปลา อ.สหัสขันธ์: บ้านท่าเรือ ต.ภูสิงห์ พื้นที่เหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งประมงพื้นบ้านและแหล่งแปรรูป “ปลาส้ม-ปลาร้าบอง” ขนาดใหญ่ของจังหวัด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ปลาที่จับได้ในขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นตัวเต็มวัย มีไข่เต็มท้อง และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพน้ำจืดสนิทได้เป็นอย่างดี หากปล่อยให้ถึงฤดูน้ำหลากโดยไม่มีมาตรการกำจัดที่รวดเร็ว ฝูงปลาจะหลุดรอดไปยังลุ่มน้ำสาขาอื่นๆ จนกระทบต่อระบบนิเวศและเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามทันที
“นโยบาย 'เจอ-แจ้ง-จับ' ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ เนื่องจากเขื่อนลำปาวมีพื้นที่กว้างใหญ่ มีเวิ้งน้ำ ซอกหิน และป่าชายน้ำซับซ้อน ทำให้ปลาซ่อนตัวได้ง่าย อีกทั้งปลาหมอคางดำขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมากทุกๆ 22 วัน กว่าจะเจอ แจ้ง และจัดกำลังเข้าจับ ฝูงปลาก็ย้ายจุดและขยายพันธุ์ไปนับหมื่นตัวแล้ว ที่สำคัญในน้ำจืดมันมีลักษณะ 'ตัวเหลืองทุย' พรางตัวคล้ายปลานิล ทำให้ชาวบ้านแยกแยะได้ยาก” นายวิรัตน์ กล่าว
จากการลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนจากเกษตรกร พบว่ากำลังได้รับผลกระทบและความกังวลใน 3 กลุ่มหลัก คือ ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม กังวลว่ากุ้งช่วงลอกคราบตัวนิ่มจะถูกรุมกิน หากลูกปลาเล็ดลอดเข้าบ่อเพียงไม่กี่ตัวจะแพร่พันธุ์เต็มบ่อในเวลาไม่กี่เดือน ส่งผลให้ต้นทุนการกรองน้ำและล้างบ่อพุ่งสูงขึ้น ผู้เลี้ยงปลากระชัง หวั่นฝูงปลาหมอคางดำมารวมตัวใต้กระชังเพื่อแย่งกินอาหารเม็ด ทำให้โตเร็ว และคอยกัดตาข่ายสร้างความเครียดให้ปลาในกระชัง อีกทั้งหากกระชังแตกจะคัดแยกออกจากปลานิลได้ยากมาก
ชาวประมงพื้นบ้านและกลุ่มแปรรูป OTOP: เกรงว่าปลาท้องถิ่น เช่น ปลากา ปลาตะเพียน ปลากด จะถูกกินไข่และลูกปลาจนสูญพันธุ์ ซึ่งจะกระทบต่อวัตถุดิบทำปลาส้มและปลาร้าบองที่ต้องใช้ปลาขาวน้อยและปลาซิวในเขื่อน
นายวิรัช กล่าวต่อว่าอุปสรรคสำคัญคือ งบประมาณไม่ต่อเนื่อง ทำแบบแคมเปญชั่วคราว พองบหมดก็หยุด ทำให้ปลาที่เหลือกลับมาขยายพันธุ์ใหม่ นอกจากนี้ยังติดระเบียบกฎหมาย เครื่องมือกำจัดประสิทธิภาพสูงกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ท้องถิ่น (อปท.) ก็ไม่กล้าตั้งงบช่วยเหลือเพราะกลัว สตง. ตรวจสอบว่างบผิดประเภท ตลอดจนช่องว่างการประสานงานระหว่างกรมประมง กรมชลประทาน และท้องถิ่น
ดังนั้น จึงขอเสนอ 4 มาตรการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ประกอบด้วย 1. ล่าเชิงรุกแบบ Search & Destroy ไม่รอรับแจ้ง แต่ตั้งทีมลาดตระเวนทางน้ำทุกสัปดาห์ ปิดกั้นเวิ้งน้ำแล้วจับให้เกลี้ยง พิจารณาใช้เครื่องมือพิเศษเฉพาะจุด เช่น กระแสไฟฟ้า หรือสารเบื่อเมา พร้อมฟื้นฟูด้วยการปล่อยปลาพื้นถิ่นชดเชยทันที 2. ซีลเส้นทางน้ำเข้าบ่อกุ้ง ติดตั้งระบบกรองหลายชั้นและตาข่ายดักไข่ที่ประตูระบายน้ำชลประทาน เพราะผ้ายางเขียวแบบเดิมกันไข่และลูกปลาไม่อยู่
3. ตั้ง “ค่าหัว” สร้างแรงจูงใจ เนื่องจากปริมาณปลาในภาคอีสานยังน้อย โรงงานปลาป่นไม่คุ้มค่าขนส่งมารับซื้อ รัฐต้องอุดหนุนราคารับซื้อให้สูงพอและจ่ายเงินสดทันที พร้อมดึงมหาวิทยาลัยในพื้นที่วิจัยแปรรูปเป็นอาหารสัตว์หรือสินค้าชุมชน และ4. ปิดช่องลักลอบเคลื่อนย้ายและบังคับใช้กฎหมายเข้ม กรมประมงระบุชัดว่าปลาไม่ได้ว่ายมาถึงอีสานเอง แต่เกิดจากฝีมือมนุษย์และการซื้อขายออนไลน์ จึงต้องลงโทษทั้งจำและปรับอย่างจริงจัง
นายวิรัช กล่าวทิ้งท้ายว่า จะใช้กลไกทางสภาผู้แทนราษฎร 4 ช่องทางในการขับเคลื่อน ได้แก่ การแปรญัตติ พ.ร.บ.งบประมาณ ให้เป็นโครงการต่อเนื่อง 3–5 ปี, ใช้กลไกกรรมาธิการ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผนงบบูรณาการ, ปลดล็อก อปท. ประสานมหาดไทยให้ออกระเบียบพิเศษให้ท้องถิ่นตั้งงบสมทบได้ และ ตั้งกองทุนฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยนำเงินค่าปรับจากผู้กระทำผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมมาเยียวยาเกษตรกร
“ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับปัญหานี้เป็น 'วาระแห่งชาติกู้ภัยสิ่งแวดล้อม' ตั้งกองทุนพยุงราคาค่าหัว พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากต้นตอที่ทำปลาหลุดรอด ส่วนประชาชนขอให้ยึดหลัก 'เจอ แจ้ง จับ ไม่ปล่อย ไม่เลี้ยง ไม่ขายออนไลน์' หากพบปลาคล้ายปลานิลแต่มีจุดดำที่แก้มหรือใต้คาง ห้ามนำไปปล่อยทำบุญเด็ดขาด ให้รีบแจ้งประมงจังหวัดทันที ควบคู่กับการจัดตั้ง 'อาสาสมัครพิทักษ์ลำปาว' และจัดกิจกรรมลงแขกจับปลาในชุมชน” นายวิรัช กล่าวย้ำ


