xs
xsm
sm
md
lg

“ปากแหว่งเพดานโหว่”อีสานป่วยสูงสุด มูลนิธิตะวันฉายเผยภาระค่ารักษาสูง สธ.แนะกินกรดโฟลิกลดเสี่ยง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวขอนแก่น- เผยผู้ป่วย ‘ปากแหว่งเพดานโหว่’ ส่วนใหญ่เป็นเด็กยากจน ต้องรักษาต่อเนื่องตั้งแต่แรกเกิดจนโต แต่กำลังเผชิญปัญหาค่าใช้จ่าย เป็นค่าเดินทาง ขณะที่สถิติชี้ไทยพบผู้ป่วยรายใหม่กว่า 1,000 รายต่อปี โดยเฉพาะภาคอีสานพบมากสุด ผู้เชี่ยวชาญชี้ทางรอด รณรงค์หญิงวัยเจริญพันธุ์กิน “วิตามินกรดโฟลิก” ก่อนตั้งครรภ์ หวังลดความเสี่ยงพิการแต่กำเนิดอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.ทพญ.ทัศนีย์ วังศรีมงคล รองประธานกรรมการ มูลนิธิตะวันฉาย
รศ.ดร.ทพญ.ทัศนีย์ วังศรีมงคล รองประธานกรรมการ มูลนิธิตะวันฉาย เพื่อผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และพิการทางศีรษะและใบหน้า เปิดเผยถึงสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ในปัจจุบันว่า การช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กแรกเกิด เด็กเล็ก ไปจนถึงเด็กที่กำลังเจริญเติบโตซึ่งครอบครัวส่วนใหญ่มีฐานะยากจน

กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่มูลนิธิฯ ให้ความช่วยเหลือเน้นย้ำไปที่กลุ่มเด็กเหล่านี้โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่วันแรกเกิดจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ถือเป็นกลุ่มที่น่าสงสารและน่าเห็นใจอย่างยิ่ง โดยในช่วงแรกเกิด พ่อแม่จำนวนมากยังไม่ทันตั้งตัวและยากที่จะยอมรับกับภาวะความพิการของบุตร

สำหรับสาเหตุของโรคปากแหว่งเพดานโหว่ รศ.ดร.ทพญ.ทัศนีย์ ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ชัดเจน แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน อาทิ ปัจจัยทางพันธุกรรม โภชนาการการกิน สุขอานามัยของมารดาขณะตั้งครรภ์ ตลอดจนการได้รับยาหรือสารเคมีบางชนิด


รศ.ดร.ทพญ.ทัศนีย์ ระบุอีกว่า ความช่วยเหลือที่มูลนิธิตะวันฉายฯ กำลังประสบปัญหาและมีความต้องการมากที่สุดในขณะนี้ คือการสนับสนุนในรูปแบบ "เงินสด" เนื่องจากมูลนิธิต้องนำไปจ่ายเป็นค่าเดินทางให้แก่ผู้ป่วยและผู้ปกครองพาเด็กเดินทางมารักษาตามนัดที่โรงพยาบาล ซึ่งแต่เดิมเคยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสภากาชาดไทย แต่ในปัจจุบันสภากาชาดไทยได้งดการช่วยเหลือในส่วนนี้ไปแล้ว ทำให้ค่าใช้จ่ายหลักในปัจจุบันต้องพึ่งพาเงินจากการบริจาคของประชาชนทั่วไปเป็นหลัก


ภาคอีสานป่วยสูงสุด รณรงค์ "วิตามินโฟลิก" ป้องกันก่อนท้อง

จากการสืบค้นข้อมูลสถานการณ์โรคปากแหว่งเพดานโหว่ในประเทศไทย พบว่า ประเทศไทยมีอัตราอุบัติการณ์ของภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ประมาณ 1.01 – 1.62 ราย ต่อเด็กแรกเกิด 1,000 คน ซึ่งทำให้ในแต่ละปีจะมีทารกแรกเกิดที่มีภาวะนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 – 2,000 รายทั่วประเทศ โดยภูมิภาคที่พบอัตราการเกิดสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเหนือ มีอัตราสูงถึงประมาณ 2.5 รายต่อเด็กแรกเกิด 1,000 คน

ในแง่ของการป้องกันและลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ กระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้มีแนวทางร่วมกันในการรณรงค์ป้องกันความพิการแต่กำเนิด โดยหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่วางแผนจะมีบุตร ควรรับประทานวิตามินกรดโฟลิก (ขนาด 5 มิลลิกรัม) อย่างน้อยวันละ 1 เม็ด ล่วงหน้าก่อนการตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือน และทานต่อเนื่องไปจนถึง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เพื่อช่วยในการสร้างและแบ่งเซลล์ของตัวอ่อนให้สมบูรณ์ ลดความเสี่ยงภาวะปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการแต่กำเนิดได้สูงถึง 30–50%


ขณะเดียวกันต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ด้วยการงดการสูบบุหรี่ รับควันบุหรี่มือสอง งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ในขณะตั้งครรภ์


ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการร่วมเติมรอยยิ้มและสร้างโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้ สามารถร่วมบริจาคเงินสนับสนุนค่าเดินทางและการรักษาพยาบาลได้ผ่าน มูลนิธิตะวันฉาย เพื่อผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และพิการทางศีรษะและใบหน้า คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อช่วยเหลือให้เด็กๆ ได้เข้าถึงระบบการรักษาได้อย่างต่อเนื่องและเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป