เชียงราย – ทุกชุมชนลุ่มน้ำใต้เงามลพิษเหมืองเมียนมาข้ามพรมแดน สะท้อนชัด..ผลกระทบบานปลายถึงการท่องเที่ยวคนยกเลิกจองห้องพัก-ไม่กล้าลงน้ำหาปลา-พืชผัก จวกรัฐบาล “อนุทิน” ล่าช้า-ไร้แนวทางแก้ปัญหาชัดเจน
วันนี้ (12 ต.ค.) ที่ห้องประชุมเทศบาล ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้จัดเวทีสาธารณะเรื่อง “แม่น้ำสายปนเปื้อนข้ามพรมแดน: ข้อเสนอและทางเลือกในการแก้ไขปัญหา” โดยมีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ภาคประชาชนได้รับผลกระทบ เข้าร่วมรับฟังข้อมูลและเสนอความคิดเห็น
ช่วงแรกตัวแทนสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 สำนักงานเกษตร พัฒนาที่ดิน ประมง การประปาส่วนภูมิภาค ชลประทาน องค์การบริหารส่วนจังหวัดสำนักงานสาธารณสุข ฯลฯ ให้ข้อมูลการตรวจสภาพน้ำ ปลา ดิน น้ำประปา ฯลฯ ของหน่วยงานราชการ
จากนั้นผู้ที่ได้รับผลกระทบได้แสดงความเห็นซึ่งตัวแทนจากชุมชนถ้ำผาจม–สายลมจอย–เกาะทราย อ.แม่สาย กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทาน และสภาเกษตรกร จ.เชียงราย ต่างระบุว่าปัญหาโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องคุณภาพสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่กระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิต รายได้ ความมั่นคงทางอาหารและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าทางการเกษตร
ชาวบ้านที่ใช้น้ำจากคลองที่ 1 และ M4 อ.แม่สาย ระบุว่าปัญหาใหญ่คือความไม่ชัดเจนว่าถ้าเกษตรกรไม่สามารถนำน้ำจากแม่น้ำสายมาใช้แล้วจะให้ใช้จากแหล่งไหนแทน เพราะมีพื้นที่ทางการเกษตรที่พึ่งพาแม่น้ำสายประมาณ 65,000 ไร่ จึงอยากให้รัฐเร่งหาแหล่งน้ำทดแทนน้ำทั้งต่อภาคเกษตรและการอุปโภคบริโภค ซึ่งจนถึงันนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้อย่างชัดเจน
ด้านสภาเกษตรกร จ.เชียงราย ระบุว่าเดิมชาวบ้าน ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย และใกล้เคียงเคยจับปลา ปู ฯลฯ และหาพืชผักตามท้องนาได้ แต่ปัจจุบันเริ่มกังวลต่อความปลอดภัยขณะที่มีข้อมูลจากหลายหน่วยงานและหลายช่องทางแต่ชาวบ้านไม่มั่นใจว่าจะเชื่อถือจากแหล่งใดดี จึงเสนอให้มีศูนย์กลางข้อมูลที่เป็นทางการและเข้าถึงได้ง่ายด้วย
ตัวแทนชุมชนสายลมจอย กล่าวว่าในชุมชนมีโรงแรมที่พักหลายแห่ง ถูกนักท่องเที่ยวยกเลิกการเดินทางไปแล้ว 2 กรุ๊ปทัวร์หลังจากเดิมตกลงจะข้าพักช่วงเดือน ธ.ค.2569 นี้
ด้านนางมลธิชา ไชยบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.เชียงราย เขต 6 กล่าวว่าตนเป็นคนแม่สายและเป็นผู้ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันจึงได้นำปัญหาเข้าสู่กลไกรัฐสภาหลายช่องทาง ทั้งการตั้งกระทู้ การประสานกระทรวงที่เกี่ยวข้องและการยื่นเรื่องต่อกรรมาธิการ เพื่อผลักดันให้ปัญหาและครั้งนี้ก็พร้อมจะนำข้อเสนอต่างๆ ไปผลักดันเพื่อให้เป็นวาระแห่งชาติต่อไป
น.ส.มณีรัตน์ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวว่ายังไม่เห็นความชัดเจนว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี จะแก้ไขปัญหาอย่างไร แสดงว่าไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องมลพิษข้ามพรมแดนทั้ง จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ จึงเสนอให้ดำเนินการ 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนดูแลน้ำอุปโภคบริโภคและตรวจสุขภาพ ระยะกลางทบทวนกฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับแร่ สารเคมี และระบบตรวจคุณภาพน้ำ และระยะยาวผลักดันธรรมาภิบาลการทำเหมืองและยกระดับสู่เวทีระดับภูมิภาคและนานาชาติ
ด้าน ดร.สืบสกุล กิจนุกร สำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้นำเสนอข้อมูลการค้าแร่ การนำเข้า–ส่งออก การตรวจคุณภาพน้ำในฝั่งเมียนมา โดยชี้ว่าเป็นปัญหาในฝั่งเมียนมาเช่นกันจึงเสนอให้รัฐบาลนำข้อมูลเหล่านี้ไปตรวจสอบและใช้ประกอบการเจรจากับเมียนมา
ภายใต้แนวทาง “1 เปิด 3 ตัด” คือเปิดเผยข้อมูลการนำเข้า–ส่งออกแร่ เครื่องจักรและสารเคมี พร้อมสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ ส่วน 3 ตัดขอให้พิจารณาระงับการนำเข้าแร่จากเมียนมาและการส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับกิจการเหมืองรวมถึงการส่งต่อแร่ผ่านประเทศไทยไปยังจีน เพื่อสร้างแรงกดดันให้ผู้เกี่ยวข้องให้ข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจังต่อไป.


