กาญจนบุรี – “เจเศรษฐ์” รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่กาญจนบุรี ประชุมร่วมผู้ว่าฯ สส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางมาตรการรับมืออุทกภัย หลังประกาศพื้นที่ประสบภัยฉุกเฉิน 13 อำเภอ กระทบกว่า 9,745 ครัวเรือน พื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 33,716 ไร่ พร้อมลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ กำชับเร่งสำรวจความเสียหาย ลดขั้นตอนช่วยเหลือและจ่ายเงินเยียวยาอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม
วันนี้( 12 ต.ค.) เวลา 15.30 น. ที่ห้องประชุมแควน้อย ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ประชุมติดตามสถานการณ์และแผนรับมืออุทกภัย ร่วมกับนางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานการณ์ วางแผนช่วยเหลือประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันน้ำท่วมขัง
ภาพรวมจังหวัดกาญจนบุรีประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 13 อำเภอ มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 9,745 ครัวเรือน และพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบกว่า 33,716 ไร่ ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว 9 อำเภอ ส่วนอีก 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองกาญจนบุรี อ.ด่านมะขามเตี้ย อ.สังขละบุรี และ อ.ท่าม่วง ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
สำหรับเขื่อนหลักในพื้นที่ เขื่อนศรีนครินทร์มีปริมาณน้ำกักเก็บ 97.26% ยังรองรับน้ำได้อีก 486.63 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ำกักเก็บ 97.61% รองรับน้ำได้อีก 211.72 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนการแจ้งเตือนภัย จังหวัดได้ใช้ระบบ Cell Broadcast ไปแล้ว 19 ครั้ง เพื่อแจ้งเตือนประชาชนกรณีน้ำล้นตลิ่งและให้เตรียมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง
ขณะเดียวกัน ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา มีฝนตกหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมง ทำให้น้ำป่าจากเทือกเขาไหลหลากเข้าชุมชนหลายจุด ระดับน้ำสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร โดยเฉพาะซอยจัดสรรวัดเหนือ ชุมชนอู่ทอง เขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี รวมถึงถนนสายกาญจนบุรี-บ่อพลอย และถนนริมน้ำหน้าเมือง ซึ่งแม่น้ำแม่กลองเอ่อล้นท่วมผิวจราจร เจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครต้องเร่งอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและป้องกันอุบัติเหตุ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ระดมเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรกลสาธารณภัยจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 2 สุพรรณบุรี และเขต 4 ประจวบคีรีขันธ์ เร่งสูบน้ำจากพื้นที่ลุ่มต่ำลงสู่คลองชลประทานท่าล้อ-อู่ทอง ส่งผลให้ระดับน้ำเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง
ภายหลังการประชุม นายเจเศรษฐ์พร้อมคณะลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจผู้ประสบภัยบริเวณโครงการแก้มลิงและสวนสาธารณะใกล้ทางรถไฟ ถนนพัฒนาการ ซอยจัดสรรวัดเหนือ ชุมชนอู่ทอง และชุมชนบ้านหนองขาว พร้อมมอบถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งของจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น
ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกำชับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานด่านหน้าเร่งรับแจ้งข้อมูลความเสียหาย พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประสบภัย โดยพิจารณาลดขั้นตอน เอกสาร หรือกระบวนการที่ไม่จำเป็นตามหลักเกณฑ์ราชการ เพื่อให้การช่วยเหลือและเงินเยียวยาถึงมือประชาชนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม


