ศูนย์ข่าวศรีราชา - ดราม่าครอบครัว “ฟ้าใส” อินฟลูเอนเซอร์วัย 13 ปี หลังมีปากเสียงกับมารดา ก่อนมาอยู่ในความดูแลของ “นุ้งตี้” อินฟลูเอนเซอร์วัย 25 ปี เจ้าตัวพาเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวัน สภ.เมืองพัทยา เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ยืนยันดูแลชั่วคราว พร้อมเผยปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว ขณะที่กระแสวิจารณ์ในโลกออนไลน์หวั่นกระทบจิตใจเด็ก
วันนี้( 12 ต.ค.) นายนิวัฒน์ การะเกตุ อายุ 25 ปี หรือ “นุ้งตี้” อินฟลูเอนเซอร์ พา ด.ญ.อัจฉริยาพร หงวนกระโทก หรือ “ฟ้าใส” อายุ 13 ปี เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หลังเด็กมีปากเสียงกับมารดาและมาอยู่ในความดูแลของตนเป็นการชั่วคราว โดยระบุว่า เนื่องจากฟ้าใสยังเป็นเยาวชน จึงต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจ ป้องกันข้อกังวลเกี่ยวกับการกักขังหน่วงเหนี่ยว
นุ้งตี้ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุ มารดาของฟ้าใสซึ่งทำงานที่ร้านยำของพี่ชายตน มีปัญหากับลูกเรื่องการช่วยทำงานบ้าน รวมถึงกรณีฟ้าใสถ่ายรูปกับแฟนคลับโดยไม่มีแม่อยู่ด้วย โดยตนมองว่าฟ้าใสต้องทำงานหารายได้และรีวิวสินค้า ซึ่งเงินที่ได้ก็มอบให้แม่ทั้งหมด ขณะที่แม่ทำงานเสิร์ฟได้รับค่าจ้างวันละ 500 บาท และมักมีปากเสียงกันเมื่อฟ้าใสไม่ช่วยทำงานบ้าน
นุ้งตี้ ยังกล่าวอ้างว่า มารดาของฟ้าใสมีอารมณ์โวยวายจนตนกังวลเรื่องการดูแลเด็ก ขณะที่ฟ้าใสเองก็หวาดกลัว เพราะเคยถูกแม่ตีมาก่อน พร้อมเล่าว่าเคยพูดคุยกับแม่ของเด็กเรื่องการรับฟ้าใสมาดูแล โดยอีกฝ่ายตอบในทำนองว่า หากอยากดูแลก็ให้นำไปได้ แต่ขอเงิน 40 ล้านบาท ทั้งนี้ หลังเกิดปัญหา ตนพยายามติดต่อมารดาของฟ้าใสแล้ว แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้
ด้านฟ้าใส เปิดเผยว่า พี่ชายได้ติดต่อมาสอบถามด้วยความเป็นห่วง หลังเห็นคลิปที่มารดากับนุ้งตี้ มีปากเสียงกันเผยแพร่ในโลกออนไลน์ โดยพี่ชายระบุว่าเหนื่อยกับปัญหาภายในครอบครัว เพราะรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด
ขณะเดียวกัน ประเด็นดังกล่าวยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ มีอินฟลูเอนเซอร์บางรายโพสต์ตำหนิมารดาของฟ้าใส และมีการเผยแพร่คลิปช่วงที่ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกัน จนเกิดความคิดเห็นที่อาจสร้างความเสียหายแก่ผู้เกี่ยวข้อง โดยนุ้งตี้แสดงความกังวลว่ากระแสดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของฟ้าใส ซึ่งยังเป็นเด็กและควรได้รับการคุ้มครองจากความขัดแย้งของผู้ใหญ่
ทั้งนี้ ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับปัญหาภายในครอบครัวและการดูแลเด็กเป็นข้อมูลจากฝ่ายนุ้งตี้และฟ้าใส ยังต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ


