กาญจนบุรี – ผู้ว่าฯ กาญจนบุรีเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง สั่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำและแก้สิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมเห็นชอบเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนศรีนครินทร์จาก 10 ล้าน เป็น 15 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพิ่มเป็น 20 ล้านลูกบาศก์เมตรในวันถัดไป ควบคู่ประสานปรับการระบายน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์ จับตาฝนหนักช่วง 13-15 ต.ค. คาดพื้นที่ อ.เมืองกาญจนบุรี มีฝนสะสมประมาณ 140 มิลลิเมตร
วันนี้( 12 ต.ค.) นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและวางแนวทางช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ที่ห้องประชุมแควน้อย ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี
ในที่ประชุมมอบหมายให้เทศบาลเมืองปากแพรกและเทศบาลเมืองกาญจนบุรี เร่งติดตั้งและเดินเครื่องสูบน้ำในจุดที่ยังมีน้ำท่วมขัง พร้อมตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยเฉพาะบริเวณแนวทางรถไฟที่มีท่อระบายน้ำขนาดเล็ก รวมถึงพิจารณาขุดลอกและขยายช่องทางระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกจากพื้นที่
ด้านการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน ได้รับรายงานว่าเขื่อนศรีนครินทร์มีปริมาณน้ำไหลเข้าประมาณ 90 ล้านลูกบาศก์เมตร และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 100 ล้านลูกบาศก์เมตรในวันถัดไป ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณ์มีปริมาณน้ำไหลเข้าไม่มากนัก ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้เพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์จาก 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 15 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพิ่มเป็น 20 ล้านลูกบาศก์เมตรในวันถัดไป พร้อมให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยประเมินผลกระทบและประสานปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนวชิราลงกรณ์ให้สอดคล้องกัน เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ
ขณะเดียวกัน มีการติดตามพยากรณ์อากาศช่วงวันที่ 13-15 ต.ค. 2569 ซึ่งคาดว่า อ.เมืองกาญจนบุรี อาจมีปริมาณฝนประมาณ 140 มิลลิเมตร พื้นที่เขื่อนศรีนครินทร์ 65-125 มิลลิเมตร และพื้นที่เขื่อนวชิราลงกรณ์ 10-35 มิลลิเมตร จังหวัดจึงกำชับทุกหน่วยงานเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนัก รวมทั้งให้แขวงทางหลวงตรวจสอบและเปิดทางน้ำในเขตทางหลวง ประสานการรถไฟแห่งประเทศไทยปรับปรุงช่องระบายน้ำ และตรวจสอบการใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะที่อาจกีดขวางทางน้ำ
ส่วนการสำรวจความเสียหายจากอุทกภัย พบว่าภาคประมงมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 255 ล้านบาท ขณะที่พื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบครอบคลุม 13 อำเภอ รวม 8,927 ครัวเรือน จังหวัดกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจความเสียหายให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือน ต.ค. 2569 เพื่อดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบราชการและโครงการประกันภัยพิบัติภาครัฐ ควบคู่กับการเร่งระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็ว


