xs
xsm
sm
md
lg

แกะปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ”! DOPA N.I.C.E.นำทีมทลายแก๊งสวมบัตรทุนเทา-พ่อทิพย์ แจ้งจับทั้ง จนท.รัฐ-เจ้าอาวาสวัดดังเชียงราย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เชียงราย/กรุงเทพ – แกะปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ”..กรมการปกครองบูราณาการทั้งตำรวจ-ปกครอง-ตม.-ปปท.-ดีเอสไอ..ทลายขบวนการสวมบัตร ปชช. ลุยแจ้งจับเจ้าอาวาสวัดดัง-จนท.รัฐ พร้อมเครือข่าว พบทั้งสแกมเมอร์-ผู้ต้องหาหมายแดงตำรวจสากล ฐานฉ้อโกงมูลค่านับหมื่นล้าน-พ่อทิพย์ บางรายแฝงตัวเข้าวัดก่อนทำบัตรหัวศูนย์ บ้างสวมสิทธิ์ชนเผ่า



วันนี้(9 ต.ค.) กรมการปกครอง ตำรวจ ตม. สำนักงาน ปปช.ฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงราย ปปท. รวมทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ได้ร่วมแถลงข่าวปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ” ปราบปรามอาชญากรข้ามชาติที่มาฟอกตัวทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรเลข 0) หรือการสวมคนไทย ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จำนวน 4 คดี ดังนี้

คดีที่ 1 กรณี นายทราย โลน อาย หรือ นายหลวง ยี่หลง
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 MR.SAI LONE AYE หรือ นายทราย โลน อาย สัญชาติเมียนมา อายุ 30 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากร ด่านศุลกากรแม่สาย จ.เชียงราย ดำเนินคดีในความผิดฐาน “พยายามลักลอบ ส่งเงินตราไทยออกไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งยังไม่ผ่านพิธีศุลกากร” พร้อมตรวจยึดธนบัตรรวมกว่า 23 ล้านบาท ซึ่งได้ซุกซ่อนในกล่องลังกระดาษภายในรถยนต์ ขณะพยายามออกนอกราชอาณาจักร ณ จุดผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 อ.แม่สาย จ.เชียงราย

จากการขยายผลพบว่า บุคคลดังกล่าวมีรายการซ้ำซ้อนกับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ตามมาตรา 38 วรรคสองฯ (0-00) เพิ่มชื่อเข้าบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งเป็นทะเบียนบ้านประเภท วัด โดยได้จัดทำทะเบียน ณ สำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลแม่สาย เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2559

1 ตุลาคม 2569 กรมการปกครองได้มอบหมายให้ ว่าที่ ร.ต.ธนาวัต อิณทรสุวรรณ์ จพง.ปค.ชพ. เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย เพื่อดำเนินคดีและออกหมายจับนายทราย โลน อาย หรือ นายหลวง ยี่หลง ในความผิดฐานการกระทำเกี่ยวกับการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบ

ขณะที่ฝ่ายปกครองร่วมกับ ตม.จว.เชียงราย ดำเนินการขยายผลรายการทะเบียนบ้านประเภท วัด ข้างต้น พบว่าบุคคลตามหมายจับได้เคยบวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดแห่งนี้ จากการตรวจคัดกรองและตรวจสอบเอกสารสถานะบุคคล พระภิกษุที่เข้ารับการตรวจสอบ จำนวน 26 รูป และลูกวัดอีก 3 คน พบมีสัญชาติไทย 4 รูป ไม่มีสถานะทางทะเบียน 2 รูป มีบัตรขึ้นต้นด้วยเลข 8 (คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร) 1 รูป พระต่างด้าว 19 รูป (อยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay) จำนวน 8 รูป เด็ก 2 รูป ผู้ใหญ่ 6 รูป) หลบหนีเข้าเมือง 11 รูป(เด็ก 3 ผู้ใหญ่ 8) ส่วนคนงาน 3 ราย ไม่มีสถานะทางทะเบียน แต่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้อง

เจ้าหน้าที่ ได้แจ้งข้อกล่าวหาเจ้าอาวาส ในฐานะเจ้าบ้านผู้รับย้ายเข้าให้ที่พักแก่คนต่างด้าวมิชอบด้วยกฎหมาย เอื้อให้ชาวต่างด้าวได้รับการออกบัตรประจำตัวประชาชนสัญชาติไทย


คดีที่ 2 กรณี นายลี ซีจุน หรือ นายจิน ไทยลื้อ
กองบังคับการปราบปรามจับกุม นายลี ซีจุน สัญชาติจีน อายุ 43 ปี และ น.ส.เอ้ ซาน สัญชาติเมียนมา อายุ 30 ปี ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนทุจริตหรือหลอกลวง โดยนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม สนับสนุนเจ้าหน้าที่ปลอมบัตรประจำตัวประชาชน และสนับสนุนเจ้าพนักงาน เรียกรับประโยชน์โดยมิชอบ

หลังตรวจสอบ พบว่า นายลี ซีจุน มีหมายจับแดง INTERPOL อีก 1 คดี กรณีฉ้อโกงประชาชนในประเทศจีน มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท และมีผู้เสียหายกว่า 3,000 คน โดยได้หลบหนีและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ภายหลังทราบว่าถูกออกหมายจับแดงในคดีฉ้อโกง ก่อนหนีเข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศไทย เมื่อปี 64 แล้วทำการสวมบัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน

นอกจากนี้ ยังพบว่าเป็นบุคคลเดียวกับบุคคลที่มีเลขประจำตัว 0-00 ซึ่งเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านใน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ณ สำนักทะเบียนอำเภอแม่สาย เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2565 โดยว่าจ้างนายหน้าชาวไทยดำเนินการให้คนละ 60,000 บาท และมีการเพิ่มชื่อบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนตามมาตรา 38 วรรคสองฯ เข้าทะเบียนบ้านดังกล่าวอีก จำนวน 8 ราย โดยเจ้าบ้านยืนยันว่าบุคคลทั้งหมดไม่เคยพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว

ซึ่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 กรมการปกครองได้มอบหมายให้ นายธนาวุฒิ เกาะสูงเนิน จพง.ปค.ชก. เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย ดำเนินคดีอาญากับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
1) เจ้าหน้าที่รัฐ อดีตปลัดอำเภอแม่สาย
2) เจ้าหน้าที่ปกครอง
3) ลูกจ้างชั่วคราว
4) อดีตกำนันตำบลเกาะช้าง
5) อดีตผู้ใหญ่บ้าน
6) เจ้าบ้านผู้รับรอง
7) พยานผู้รับรอง
8) นายจิน ไทยลื้อ

โดยมีการออกหมายจับ จำนวน 15 หมาย ประกอบด้วย (1) เจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 3 คน ( 3 หมายจับ)(2) พยานรับรอง 4 คน ( 4 หมายจับ) (3) บุคคลต่างด้าว 8 คน ( 8 หมายจับ)

จากนี้ จ.เชียงราย จะดำเนินการยกเลิก เพิกถอน และจำหน่ายรายการทั้งหมด ส่วนกรณี นายจิน ไทยลื้อ จะนำเข้าสู่ระบบกระบวนการกลั่นกรองการเนรเทศออกนอกราชอาณาจักร ตามกฎหมายว่าด้วยการเนรเทศ เพื่อให้ผู้ต้องหากลับไปรับโทษที่ประเทศต้นทางต่อไป


คดีที่ 3 กรณี นายอี้หลง แซ่จาง
กรมการปกครองได้รับประสานจากทางตำรวจ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 กรณีเจ้าหน้าที่ ตรวจคนเข้าเมือง ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ตรวจพบเด็กชายอายุ 12 ปี เตรียมเดินทางไปประเทศจีนพร้อม น.ส.จินกุ้ย หลี่ (มารดา) สัญชาติจีน และนายอี้หลง แซ่จาง แต่จากการตรวจสอบเอกสารไม่พบหนังสือยินยอมให้เดินทางไปต่างประเทศจากบิดาตามสูติบัตร

เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจสอบความสัมพันธ์โดยใช้วิธีการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) ผลปรากฏว่า นายอี้หลง แซ่จาง และ น.ส.จินกุ้ย หลี่ ถูกระบุว่าเป็นบิดา มารดาของเด็ก จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า เหตุใด นายอี้หลง แซ่จาง จึงไม่ใช่บุคคลเดียวกันกับรายการบิดาในสูติบัตร

เมื่อสืบสวน ก็พบข้อเท็จจริงว่ากรณีดังกล่าวเป็นการนำชายสัญชาติไทยคนอื่นมารับรองการแจ้งเกิดบุตรอันเป็นเท็จ ทั้งนี้ สันนิษฐานว่าเนื่องจากในวันที่มีแจ้งเกิดเด็ก บิดาที่แท้จริงอาจยังไม่ได้รับสัญชาติไทย เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเพิ่มชื่อกรณีตกสำรวจ เมื่อปี 2532 ณ สำนักทะเบียนอำเภอแม่สาย จ.เชียงราย ทั้งที่บิดาและมารดาของ นายอี้หลง แซ่จาง ไม่ใช่คนไทย และได้มาทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรก เมื่ออายุ 27 ปี

นอกจากนี้ ยังสืบทราบว่า นายอี้หลง แซ่จาง มีการจดทะเบียนบริษัทเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยได้ถือหุ้น 51% ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท จากหลักฐานยังพบพฤติการณ์เป็นนายหน้ารับจ้างจัดทำบัตรเลข 0 เลข 6 และเลข 8 ให้แก่บุคคลต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย

2 ตุลาคม 2569 กรมการปกครองได้มอบหมายให้ อ.เวียงแก่น เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.เวียงแก่น เพื่อดำเนินคดีกับ นายอี้หลง แซ่จาง ซึ่งนำมาสู่การออกหมายจับ จำนวน 3 หมาย ประกอบด้วย (1) ชายสัญชาติไทย (บิดาทิพย์)จำนวน 1 คน ( 1 หมายจับ) (2) ชายสัญชาติจีน (บิดา) จำนวน 1 คน ( 1 หมายจับ) (3) หญิงสัญชาติจีน (มารดา) จำนวน 1 คน ( 1 หมายจับ)

และจากการเข้าตรวจค้นสำนักทะเบียนท้องถิ่นเขตบึงกุ่ม และโรงพยาบาลเอกชนย่านบึงกุ่ม พบข้อมูลบุตรที่แจ้งเกิดโดยมีบิดาสัญชาติไทยกับมารดาต่างด้าวรายดังกล่าว จึงได้ดำเนินการระงับความเคลื่อนไหวทางทะเบียนและเร่งดำเนินการยกเลิก เพิกถอนรายการเป็นที่เรียบร้อย


คดีที่ 4 กรณี นายกัว อวี้ หรือ นายฐกร เซ่งกัวร์
ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สืบสวนพบว่า นายฐกร เซ่งกัวร์ หรือ นายเลาฝิ่น แซ่จาง ได้ทำบัตรประจำตัวประชาชนไทยครั้งแรกเมื่อ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ณ สำนักทะเบียนอำเภอเวียงแก่น จ.เชียงราย ขณะยื่นคำร้องทำบัตรฯ มีอายุ 36 ปี ซึ่งแจ้งว่าตนเป็นบุตรของบุคคลชนเผ่าลีซู และได้เปลี่ยนภูมิลำเนาและชื่อจาก นายเลาผิ่น แซ่จาง เป็นนายฐกร เซ่งกัวร์ ที่สำนักทะเบียนอำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี

แต่จากการตรวจสอบกับทางการจีนยืนยันว่า นายฐกร เช่งกัวร์ เป็นบุคคลเดียวกัน กับ Mr.Guo Yu (กัว อวี้) สัญชาติจีน เกิดวันที่ 23 มีนาคม 2521 และเป็นบุคคลตามหมายจับแดง INTERPOL ของประเทศจีน ที่ต้องการตัวกลับไปดำเนินคดี โดยเมื่อปี 2558 ตำรวจนครเสิ่นหยาง ออกหมายจับในข้อหา “ต้องสงสัยว่า ระดมเงินฝากจากประชาชนโดยผิดกฎหมาย”

ทั้งนี้ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ได้ตรวจสอบและดำเนินการยกเลิก เพิกถอน จำหน่ายรายการที่ทุจริตรายการเพิ่มชื่อและจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนของนายเลาฝิ่น แซ่จาง เป็นที่เรียบร้อย และทาง สำนักทะเบียนอำเภอลำลูกกา ได้เพิกถอนการย้ายที่อยู่และการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งล่าสุด เมื่อปี 2562

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 กรมการปกครองได้มอบหมายให้ อ.ลำลูกกา เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ลำลูกกา เพื่อดำเนินคดีกับนายกัว อวี้ หรือ นายฐกร เซ่งกัวร์ ในความผิดฐานแจ้งความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร