xs
xsm
sm
md
lg

สบส.สั่งปิด “ศูนย์ดูแลสูงอายุ” กาญจนบุรี เอาผิดอดีตพยาบาลเป็นทั้งเจ้าของและผู้ดำเนินการ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กาญจนบุรี – สบส.เตรียมยกเลิกและเพิกถอนใบอนุญาต “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง” อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี หลังลงพื้นที่ตรวจสอบพบการกระทำผิดหลายประการ ทั้งเปิดให้บริการเกินจำนวนเตียงและพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต ลักลอบรับดูแลผู้ป่วยจิตเวช และมีสภาพการดูแลไม่เป็นไปตามมาตรฐาน พร้อมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นอดีตพยาบาลและทำหน้าที่ทั้งเจ้าของกิจการและผู้ดำเนินการ

วันนี้ (7 ต.ค.) ที่กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง ในพื้นที่ ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ว่า ได้รับรายงานจาก นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา พบการกระทำผิดหลายประการ และมีเหตุเพียงพอที่จะดำเนินการสั่งปิดสถานประกอบการได้

นายพัฒนา กล่าวว่า การดำเนินการจะเป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่พบการกระทำซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ส่วนผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจแล้ว

สำหรับผู้รับบริการภายในศูนย์ดังกล่าวกว่า 100 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 18-59 ปี และจากการตรวจสอบพบว่า มากกว่า 90 ราย หรือกว่า 90% เป็นผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งกรมสุขภาพจิตจะประเมินอาการอย่างละเอียด ก่อนพิจารณาส่งต่อไปยังสถานบริการที่เหมาะสม หากญาติยังไม่ตัดสินใจ จะนำผู้ป่วยส่งต่อไปยังสถานพยาบาลในสังกัดกรมสุขภาพจิตเพื่อดูแลต่อไป

พบผิดชัด 2 กฎหมาย สบส.เตรียมเพิกถอนใบอนุญาต

ด้าน นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า สบส.อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารเพื่อออกคำสั่งยกเลิกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการทันที โดยไม่ใช่เพียงการพักใช้ใบอนุญาตชั่วคราว แต่มีผลเท่ากับเป็นการ “สั่งปิด” ศูนย์ดังกล่าว

คำสั่งจะครอบคลุมใบอนุญาต 2 ส่วน ได้แก่ ใบอนุญาตของผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการ และใบอนุญาตของผู้ดำเนินการ โดยจากการตรวจสอบพบว่าเป็นบุคคลเดียวกัน คาดว่าจะสามารถออกคำสั่งได้ภายในวันที่ 7 ต.ค.นี้

จากการตรวจสอบพบการกระทำผิดอย่างชัดเจนตามกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่

1. พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559

พบการให้บริการเกินขอบเขตที่ได้รับอนุญาต โดยศูนย์ดังกล่าวได้รับอนุญาตให้มีผู้รับบริการ 50 เตียง แต่เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีการเปิดให้บริการจริงถึง 129 เตียง

ส่วนพื้นที่ใช้สอยได้รับอนุญาตประมาณ 1,600 ตารางเมตร แต่เปิดใช้งานจริงประมาณ 4,300 ตารางเมตร หรือเกือบ 3 เท่าของพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังพบว่าสภาพสถานที่และการดูแลไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงมีการกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้รับบริการ

2. พ.ร.บ.สถานพยาบาล

ศูนย์ดังกล่าวได้รับอนุญาตในฐานะ “สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ” แต่กลับรับดูแลผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งเป็นการให้บริการที่เกินขอบเขตของใบอนุญาต และการดูแลผู้ป่วยจิตเวชต้องอยู่ภายใต้สถานพยาบาลที่มีแพทย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญตามที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ ยังพบประเด็นเกี่ยวกับการบันทึกเวชระเบียนของผู้ป่วยที่ไม่ละเอียดและไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน

ย้ำ สบส.ตรวจศูนย์ทั่วประเทศ 1,200 แห่งภายใน 2 เดือน

นพ.ภูวเดช กล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้มีการต่อใบอนุญาตผ่านระบบออนไลน์ตามข้อกำหนดของ ก.พ.ร. ขณะที่ สบส.มีการตรวจสอบพื้นที่จริงเป็นประจำทุกปี โดยเดิมมีกำหนดตรวจศูนย์แห่งนี้ในเดือน พ.ย. 69 แต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นก่อน

อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่เกิดขึ้น สบส.จะยกระดับการตรวจสอบมาตรฐานศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงที่ขึ้นทะเบียนกับ สบส.ทั่วประเทศประมาณ 1,200 แห่ง โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน

เปิดข้อมูลผู้ประกอบการ เป็นอดีตพยาบาลกองทัพอากาศ

เมื่อถามถึงผู้ดำเนินการของศูนย์ดังกล่าว นพ.ภูวเดช ยืนยันว่า เป็นอดีตพยาบาล เคยรับราชการในส่วนของกองทัพอากาศ ก่อนลาออกไปทำงานภาคเอกชน และต่อมาเข้ามาดำเนินกิจการสถานรับดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง โดยดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2549

กรมสุขภาพจิตย้ำ “กรงเหล็ก” ไม่ใช่มาตรฐานขังผู้ป่วย

ด้าน นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกรณีภาพการใช้กรงเหล็กภายในศูนย์ว่า ตามหลักวิชาชีพ การจำกัดพฤติกรรมผู้ป่วยสามารถดำเนินการได้เฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นและเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการคุ้มคลั่งหรือมีพฤติกรรมรุนแรง

แต่สำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการสงบ หรือบุคคลทั่วไป การนำกรงมาใช้ขังหรือครอบเตียงตามที่ปรากฏในศูนย์แห่งนี้ ไม่ใช่มาตรฐานทางการแพทย์ และไม่สามารถดำเนินการได้

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างประเมินผู้รับบริการทั้งหมด เพื่อจัดระบบส่งต่อและดูแลให้เหมาะสมกับสภาพอาการของแต่ละราย พร้อมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป