สมุทรสงคราม – กำนันตำบลบางสะแก อ.บางคนที ห่วงสวนส้มโอราว 2,500-3,000 ไร่ หลังน้ำท่วมขังต่อเนื่อง หากเกิน 15 วันเริ่มเสียหาย โดยเฉพาะต้นอายุ 3-5 ปี เสี่ยงทิ้งใบและยืนต้นตาย ขณะที่ต้นเก่าอาจเฉาและสลัดผลทิ้ง วอนเร่งลดระดับแม่น้ำแม่กลอง-แควอ้อม เพื่อเปิดทางให้น้ำจากสวนไหลออกตามธรรมชาติ ชี้สูบน้ำอย่างเดียวอาจเอาไม่อยู่
วันนี้ (6 ต.ค.) นายมนัส บุญพยุง กำนันตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ว่า ตำบลบางสะแกมีลักษณะเป็นเกาะ มีแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำแควอ้อมล้อมรอบ ทำให้การระบายน้ำจากคลองและพื้นที่การเกษตรทำได้ยาก
แม้บริเวณที่ลงพื้นที่จะเป็นหนึ่งในจุดที่มีระดับสูงที่สุดของตำบล แต่ยังพบว่ามีน้ำท่วมขัง สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะระดับพื้นที่ แต่ระดับน้ำปลายทางยังสูง ทำให้น้ำจากสวนและคลองไม่สามารถไหลออกได้
สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดขณะนี้คือพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะ สวนส้มโอ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกราว 2,500-3,000 ไร่ หากน้ำท่วมขังต่อเนื่องเกิน 15 วัน จะเริ่มเห็นความเสียหายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะต้นส้มโออายุ 3-5 ปี ซึ่งมีความทนทานน้อยกว่าต้นที่มีอายุมาก อาจเริ่มทิ้งใบและยืนต้นตาย
ส่วนต้นส้มโอที่มีอายุมาก แม้จะทนทานกว่า แต่หากถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานานก็อาจเกิดอาการเฉา สลัดผลทิ้ง และตามมาด้วยปัญหาโรครากเน่าและโคนเน่า เนื่องจากความชื้นสะสมในดิน
ขณะที่ ลิ้นจี่ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกประมาณ 300 ไร่ สามารถทนต่อน้ำท่วมได้มากกว่าส้มโอ เนื่องจากเป็นพืชที่ปรับตัวกับสภาพพื้นที่ได้ดี แต่หากน้ำท่วมขังเป็นเวลานานก็อาจเกิดอาการเฉา ใบร่วง และแตกใบอ่อนใหม่ได้เช่นกัน
นายมนัส กล่าวว่า การใช้เครื่องสูบน้ำเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด เพราะหากระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำแควอ้อมยังสูงกว่าระดับพื้นที่สวน การสูบน้ำออกจะเกิดแรงต้านจากน้ำด้านนอก ทำให้น้ำไหลออกได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ดังนั้น แนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาได้รวดเร็วที่สุด คือ การลดระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักให้ต่ำกว่าระดับพื้นที่รับน้ำ เพื่อเปิดทางให้น้ำจากสวนและคลองสามารถไหลออกได้ตามธรรมชาติ
กำนันตำบลบางสะแก ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ช่วงวันที่ 5-10 ตุลาคม หากสามารถบริหารจัดการการระบายน้ำจากเขื่อนแม่กลองให้ลดลงเหลือไม่เกิน 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะช่วยให้ระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำแควอ้อมลดลง และเปิดทางให้น้ำที่ยังท่วมขังในพื้นที่ อ.บางคนที สามารถไหลออกได้มากขึ้น
ขณะนี้บางพื้นที่เริ่มเห็นท้องร่องสวนแล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่หากยังมีพื้นที่ซึ่งต้นไม้จมอยู่ใต้น้ำต่อเนื่อง ความเสียหายจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อครบระยะ 15 วัน
นายมนัส กล่าวว่า “ต้นส้มโอบางต้นมีอายุ 20-30 ปี กว่าจะปลูกและให้ผลผลิตต้องใช้เวลาหลายปี หากต้นตายไปแล้วไม่สามารถซื้อกลับคืนมาได้ และการปลูกต้นใหม่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีจึงจะเริ่มเก็บผลผลิตได้”
จึงมองว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรในการขึ้นทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เนื่องจากขณะนี้ชาวบ้านจำนวนมากยังไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านได้ ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ รวมถึงเร่งทำความสะอาดและฟื้นฟูบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย
จึงเสนอให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่รับลงทะเบียนถึงระดับหมู่บ้าน แบ่งการดำเนินงานเป็นรายหมู่หรือรายชุมชน แทนการให้ประชาชนจำนวนมากเดินทางไปรวมตัวกันที่จุดเดียว เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประสบภัยได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น


