พระนครศรีอยุธยา – อยุธยายังวิกฤต ชาวบ้านชุมชนบ้านกระทุ่ม อ.เสนา ถูกน้ำท่วมสูง 2-3 เมตร บ้านหลายหลังน้ำจ่อถึงพื้น บางครอบครัวถึงขั้นกู้เงินซื้อเรือไว้ใช้พายไปทำงานและซื้ออาหาร เผยน้ำมาเร็วเพียง 3 วันสูงเกือบ 2 เมตร วอนหน่วยงานเร่งบริหารจัดการและระบายน้ำ ไม่อยากให้ชาวบ้านต้องใช้ชีวิตอยู่กับน้ำท่วมเป็นเวลานาน
วันนี้ (6 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หลังเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ระบายน้ำลงพื้นที่ท้ายเขื่อนในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนพระราม 6 อ.ท่าเรือ ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสัก 720 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำและคลองสาขาต่างๆ ยังคงอยู่ในระดับสูง เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน รวมถึงไหลข้ามถนนสายสำคัญหลายจุด
สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานว่า ขณะนี้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมรวม 16 อำเภอ 205 ตำบล 1,338 หมู่บ้าน และ 63 ชุมชน มีประชาชนได้รับผลกระทบ 59,633 ครัวเรือน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย ในพื้นที่ อ.เสนา
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ชุมชนหมู่ 7 ต.บ้านกระทุ่ม อ.เสนา ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำน้อย พบระดับน้ำในชุมชนสูงประมาณ 2-3 เมตร บ้านเรือนหลายหลังถูกน้ำท่วมจนถึงพื้นบ้าน ถนนทางเข้าชุมชนจมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเข้าออก ขณะที่มวลน้ำจากแม่น้ำน้อยเอ่อล้นไหลข้ามถนนทางหลวงหมายเลข 3454 เสนา-ผักไห่ หลายจุด เจ้าหน้าที่ทางหลวงเร่งทำแนวคันดินเพื่อป้องกันน้ำไหลข้ามถนน
นายวัสวิชญ์ อินคง อายุ 50 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า ชุมชนแห่งนี้เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้ระดับน้ำท่วมสูง ถนนภายในชุมชนยังจมอยู่ใต้น้ำ บ้านเรือนหลายหลังถูกน้ำท่วมถึงพื้นบ้าน ส่วนบ้านของตนเองเหลืออีกประมาณ 10 เซนติเมตร น้ำก็จะถึงพื้นบ้านแล้ว ขณะนี้ระดับน้ำเริ่มทรงตัว แต่ยังมีน้ำล้นข้ามแนวถนนเข้ามาหลายจุด
นายวัสวิชญ์ กล่าวว่า ปีนี้น้ำมาเร็วมาก ภายในเวลาเพียง 3 วัน ระดับน้ำเพิ่มขึ้นเป็นเมตร ทำให้ชาวบ้านเก็บข้าวของหนีน้ำไม่ทัน ก่อนหน้านี้มีการพูดคุยกันว่าน้ำอาจไม่ท่วมและอาจเกิดภัยแล้ง แต่เมื่อมีการประกาศเตือน น้ำกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก
เนื่องจากเป็นครอบครัวใหญ่และไม่มีเรือใช้ ด้วยความจำเป็นจึงต้องกู้เงินมาซื้อเรือใหม่ ราคา 7,000 บาท เพื่อใช้พายเข้าออกจากชุมชน ทั้งไปทำงาน ซื้ออาหาร และขนของเข้าออกจากบ้าน เพราะหากไม่มีเรือแทบไม่สามารถใช้ชีวิตและเดินทางตามปกติได้
ด้านนางสายทอง กุลภา อายุ 65 ปี ชาวบ้าน พายเรือพาผู้สื่อข่าวฝ่ากระแสน้ำเข้าไปสำรวจภายในชุมชน พร้อมเปิดเผยว่า น้ำเข้าท่วมชุมชนมาประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว โดยช่วง 3 วันแรกระดับน้ำเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เมตร ทำให้ต้องรีบเก็บข้าวของหนีน้ำอย่างเร่งด่วน
ที่ผ่านมาเจอน้ำท่วมทุกปีจนรู้สึกท้อ แต่ไม่รู้ว่าจะหนีไปอยู่ที่ไหน เพราะเกิดและใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มาตั้งแต่เด็ก โดยสมัยที่พ่อแม่ยังอยู่และตนเองยังสาว ไม่เคยเจอน้ำท่วมในลักษณะนี้ แต่ช่วงหลังน้ำท่วมหนักขึ้นและท่วมยาวนานขึ้น ชาวบ้านต้องพยายามปรับตัวกันทุกปี
แม้จะยกพื้นบ้านและเตรียมรับมือกับน้ำไว้แล้ว แต่น้ำก็ยังขึ้นมาจ่อถึงพื้นบ้าน ทำให้การใช้ชีวิตและการเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องใช้เรือในการสัญจร
นางสายทอง กล่าวว่า “ทุกวันนี้ต้องพายเรือเข้าออกทั้งวัน ทั้งรับส่งคนในบ้านไปทำงาน และพาสุนัขออกมาถ่าย ชีวิตต้องปรับตัวอยู่กับน้ำแบบนี้ทุกปี เหนื่อยและท้อ แต่ก็ไม่รู้จะหนีไปไหน”
นางสายทอง ฝากถึงหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการบริหารจัดการน้ำว่า อยากให้ช่วยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ไม่ใช่ปล่อยให้น้ำไหลมารวมอยู่ในพื้นที่รับน้ำเพียงอย่างเดียว โดยชาวบ้านเข้าใจว่าบางพื้นที่จำเป็นต้องรับน้ำ แต่ขอให้มีการบริหารจัดการไม่ให้ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความยากลำบากเป็นเวลานานนับเดือน
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร นางสายทอง กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงประชาชนในกรุงเทพฯ เพราะหลายคนอาจยังไม่เคยเจอน้ำท่วมสูงและท่วมเป็นเวลานาน จึงอาจปรับตัวไม่ทันและได้รับความเดือดร้อน
ขณะที่ชาวอยุธยาต้องเผชิญกับน้ำท่วมเป็นประจำ จึงได้แต่ทนและปรับตัวใช้ชีวิตอยู่กับน้ำ โดยที่ผ่านมาเมื่อมีหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งนำถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นมาแจก ชาวบ้านรู้สึกขอบคุณ แต่สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดคือ การแก้ปัญหาการระบายน้ำ เพื่อลดระยะเวลาที่ต้องอยู่กับน้ำท่วม และให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว


