xs
xsm
sm
md
lg

ชาวบ้านผวา! น้ำปนเปื้อนกองขยะอุตสาหกรรมซัดชุมชนปราจีนฯ พบผื่นตุ่มแดง-กลิ่นเหม็น อุตสาหกรรมจังหวัดสั่งแก้ไข ยังไม่สั่งปิด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปราจีนบุรี – ชาวบ้านรอบกองขยะอุตสาหกรรม บ.กรีน ฯ ร้องกังวลผลกระทบจากกลิ่นเหม็นและน้ำปนเปื้อน หลังเกิดน้ำท่วมและพบคราบลักษณะคล้ายสารปนเปื้อนกระจายออกนอกพื้นที่ ขณะที่ชาวบ้านบางรายระบุมีอาการผื่นคันและตุ่มแดงตามร่างกาย ด้านอุตสาหกรรมจังหวัดเผยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงานฯ มาตรา 37 วรรคหนึ่ง สั่งให้โรงงานแก้ไขปรับปรุง

จากกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีการเผยแพร่ภาพคราบลักษณะคล้ายสีรุ้งไหลไปตามทุ่งน้ำในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. 2569 ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดความกังวลถึงผลกระทบจากกิจการรับกำจัดและรีไซเคิลขยะอุตสาหกรรมที่อาจมีน้ำปนเปื้อนไหลออกนอกพื้นที่ตามเส้นทางน้ำหลาก

จากการลงพื้นที่บริเวณ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด พบว่าบริษัทมีใบอนุญาตประกอบกิจการหลุมฝังกลบ (105) และทำน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทน (106) โดยบริเวณโดยรอบยังพบกลิ่นไม่พึงประสงค์ ขณะที่พื้นที่บางส่วนมีน้ำปนเปื้อนที่ชาวบ้านแสดงความกังวลถึงความปลอดภัย

สุนทร คมคาย จากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เปิดเผยว่า โรงงานดังกล่าวเป็นโรงงานฝังกลบขยะขนาดใหญ่ ซึ่งรองรับขยะอุตสาหกรรมจากหลายพื้นที่ รวมถึงพื้นที่ EEC และโซนอยุธยา โดยก่อนหน้านี้ชาวบ้านในพื้นที่เคยได้รับผลกระทบจากโรงหลอมซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง จนเกิดปัญหากับพื้นที่นาข้าวประมาณ 1,000 ไร่ และเคยมีคำสั่งให้หยุดดำเนินการ

สุนทร กล่าวอีกว่า ปัจจุบันโรงฝังกลบมีรถบรรทุกขนขยะเข้าออกเป็นจำนวนมาก และเมื่อประมาณเดือนที่ผ่านมา มีการขออนุญาตขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 500,000 ตัน ซึ่งชาวบ้านอยู่ระหว่างการคัดค้าน เนื่องจากตลอดช่วงประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา ชุมชนโดยรอบต้องเผชิญกับกลิ่นเหม็นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลถึงลักษณะพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำและประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ โดยเครือข่ายฯ ตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการอนุญาตให้กิจการอุตสาหกรรมเข้ามาตั้งอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม

ด้านสุนทร คูณวัฒน์ ชาวบ้านบ้านหัวซา ต.หัวหว้า ซึ่งระบุว่าบ้านอยู่ห่างจากกองขยะประมาณ 1.9 กิโลเมตร เปิดเผยว่า หลังมีโรงงานเข้ามาตั้งอยู่ใกล้ชุมชน ต้องเผชิญกับกลิ่นเหม็นต่อเนื่องตลอด 3 ปี รวมทั้งมีความกังวลเรื่องสุขภาพของคนในครอบครัว

โดยเฉพาะบุตรชายวัยประมาณ 2 ขวบ 10 เดือน ซึ่งมีอาการเจ็บป่วยและต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยครั้ง ขณะที่เด็กในชุมชนบางรายมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเช่นกัน ทั้งนี้ ชาวบ้านยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าอาการดังกล่าวมีสาเหตุโดยตรงจากโรงงานหรือมลพิษในพื้นที่หรือไม่

สุนทร ยังกล่าวถึงความกังวลเรื่องน้ำ เนื่องจากชุมชนไม่ได้ใช้น้ำประปาส่วนภูมิภาค แต่ใช้น้ำจากระบบประปาชุมชนซึ่งอาศัยน้ำใต้ดิน โดยขณะนี้บ่อประปาหลายแห่งถูกน้ำท่วม จึงเกิดคำถามถึงความปลอดภัยของน้ำที่จะนำมาอุปโภคบริโภค แม้ผ่านระบบกรองแล้วก็ตาม

ขณะที่ สุมาลี อันทพิษ ชาวบ้านหมู่บ้านสระมะเขือ อ.ศรีมโหสถ ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่กองขยะอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้รับผลกระทบจากกลิ่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงฝนตกและมีน้ำหลาก ซึ่งชาวบ้านสามารถมองเห็นน้ำที่ไหลออกจากพื้นที่โรงงานได้

สุมาลีระบุว่า ทุกครั้งที่ลงไปทำนา มักเกิดผื่นหรือตุ่มขึ้นตามร่างกาย จึงเกิดความกังวลถึงผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งทำกินของชาวบ้าน

“ปราจีนบุรีไม่ใช่ที่ทิ้งขยะของชาวโลก ปราจีนฯ คือที่ทำมาหากิน มีผลไม้ มีข้าว มีนา มีปลา มีทุกอย่างสำหรับหล่อเลี้ยงชาวจังหวัดปราจีน” สุมาลีกล่าว พร้อมตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของอากาศและน้ำ หากเกิดการปนเปื้อนในพื้นที่เกษตรกรรม

เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2569 จังหวัดปราจีนบุรี ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสารเคมีรั่วไหล โดยมี ชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธาน

โดยนายอภิรักษ์ อ่ำสุริยะ อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ชี้แจงว่า สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 และออกคำสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นอำนาจในการสั่งให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานแก้ไขหรือปรับปรุงโรงงาน เมื่อพบว่าการประกอบกิจการอาจก่อให้เกิดอันตราย ความเสียหาย หรือความเดือดร้อนแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม สุเมธ เหรียญพงษ์นาม สมาชิกเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ซึ่งติดตามกรณีคราบลักษณะคล้ายสีรุ้งตั้งแต่ต้น ตั้งคำถามว่า หากพื้นที่เกิดการรั่วไหลของน้ำมันหรือสารปนเปื้อนออกนอกพื้นที่ เหตุใดจึงใช้เพียงคำสั่งตามมาตรา 37 และเสนอให้พิจารณามาตรา 39 วรรคหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสั่งหยุดประกอบกิจการในกรณีที่เข้าข่ายตามกฎหมาย

ด้าน อภิรักษ์ชี้แจงว่า อุตสาหกรรมจังหวัดได้ออกคำสั่งตามมาตรา 37 เพื่อให้มีการแก้ไขและระงับเหตุในเบื้องต้นแล้ว พร้อมทำหนังสือถึงอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้ลงพื้นที่ตรวจสอบ เนื่องจากอำนาจตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง อยู่ในระดับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งต้องมีการมอบหมายอำนาจให้อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมดำเนินการ

ขณะที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิบูรณะนิเวศสอบถามถึงการเก็บตัวอย่างภายในโรงงาน โดยระบุว่าข้อมูลที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีเผยแพร่ ระบุว่ามีการเก็บตัวอย่างน้ำชะกากจากโรงงาน 105 และน้ำปนเปื้อนบริเวณถังบรรจุของเสียที่ส่งมากำจัดจากโรงงาน 106 รวม 4 ตัวอย่าง

แต่จากภาพที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ พบภาพการเก็บตัวอย่างบริเวณภายนอกโรงงาน จึงมีข้อสงสัยว่ามีการเก็บตัวอย่างภายในโรงงานในจุดใดบ้าง และมีหลักฐานภาพถ่ายประกอบหรือไม่ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสารปนเปื้อนได้

พร้อมยืนยันว่า กรณีนี้จะมีการดำเนินคดี โดยจะเก็บหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ประกอบการแจ้งความดำเนินคดี ทั้งตาม พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย

จากนี้จึงต้องติดตามผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำและสารปนเปื้อน รวมถึงการตรวจสอบภายในโรงงานว่าแหล่งที่มาของมลพิษเกิดจากส่วนใด และท้ายที่สุดจะมีการดำเนินคดีกับผู้ประกอบการหรือไม่ รวมถึงมาตรการฟื้นฟูพื้นที่และการดูแลประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกัน ประเด็นสำคัญที่ยังต้องติดตามคือความปลอดภัยของแหล่งน้ำและพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ ตลอดจนมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของสารปนเปื้อนซ้ำในอนาคต