ในยุคสมัยปัจจุบัน เอ็นจีโอ หรือ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs - Non-Governmental Organizations) “รีแบรนด์” ตัวเองเป็น “ภาคประชาชน– เครือข่ายภาคประชาสังคม-สมัชชา -กลุ่ม ฯลฯ) มาได้ประมาณ 20 กว่าปีแล้ว อาจเป็นเพราะคำว่า“เอ็นจีโอ” ในยุคก่อนหน้า มีภาพติดลบว่า เป็นพวกขวางโลก ขัดขวางการพัฒนา มีพฤติกรรมของตัวแทนที่รวบรวมผู้คนมาดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย จนถูกมองเป็น “นายหน้าค้าความจน”
ชื่อเปลี่ยนได้ แต่พฤติกรรมยากจะเปลี่ยน แม้จะพยายามลบคำว่า เอ็นจีโอออกไป แต่วิธีคิด วิธีทำงานแบบเอ็นจีโอยังเหมือนเดิมทุกประการ
“เอ็นจีโอ“ตามนิยามเดิมมีบทบาทสำคัญในสังคมเพราะเป็นตัวกลางที่เข้ามาอุดรอยต่อและแก้ไขปัญหาที่ภาครัฐและภาคธุรกิจอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง ด้วยการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมต่าง ๆ โดยไม่แสวงหาผลกำไร แต่เอ็นจีโอในยุคสมัยนี้กลับถูกมองว่าเป็นตัวปัญหาเองด้วยรูปแบบของพฤติกรรมการเคลื่อนไหวและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงการทำหน้าที่ที่เปลี่ยนไป
ปัญหาของเอ็นจีโอที่ถูกพูดถึงบ่อย ๆ คือ ประเด็นแหล่งทุนและความโปร่งใส เพราะเอ็นจีโอหลายแห่งรับเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ ทำให้เกิดข้อกังขาว่าอาจรับวาระหรือทำงานตอบสนองผลประโยชน์ของกลุ่มทุนต่างชาติ มากกว่าความต้องการของคนในประเทศ
ในมุมของฝั่งรัฐหรือผู้สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ มักมองว่าเอ็นจีโอบางกลุ่ม (เช่น ด้านสิ่งแวดล้อมหรือพลังงาน) เน้นการคัดค้านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ (เขื่อน โรงไฟฟ้า ท่าเรือ ฯลฯ) จนอาจทำให้ประเทศเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ หรือไม่นำเสนอทางออกที่เป็นไปได้จริง
ปัญหาเรื่องความเป็นตัวแทน: บางครั้งเกิดคำถามว่าเอ็นจีโอเป็นตัวแทนของชาวบ้านในพื้นที่นั้นจริง ๆ หรือเป็นเพียงคนนอกที่เข้าไปจัดตั้งหรือชี้นำความคิดเพื่อสร้างประเด็นเคลื่อนไหวทางเมือง ขาดการตรวจสอบ (Accountability) เนื่องจากไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเหมือนนักการเมือง และไม่ได้อยู่ภายใต้โครงสร้างควบคุมเข้มงวดแบบหน่วยงานรัฐ ทำให้บางฝ่ายมองว่าตรวจสอบการทำงานและผลลัพธ์ของเอ็นจีโอได้ยาก
เอ็นจีโอหลายกลุ่มกำลังถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงจากสังคมว่า พวกเขาคือ “ผู้กอบกู้ช่วยเหลือประชาชน” อย่างแท้จริง หรือเป็นเพียง “นายหน้าค้าความจน” ที่ใช้ความทุกข์ยากของมนุษย์เป็นบันไดไปสู่ผลประโยชน์ส่วนตน
คำว่า “นายหน้าค้าความจน” ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่สะท้อนถึงพฤติกรรมเชิงประจักษ์ที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง เมื่อใดก็ตามที่มีความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับโครงการพัฒนาของรัฐ หรือผู้ประกอบการภาคเอกชน เอ็นจีโอจะรีบนำเอาเรื่องราวความยากจนและความไม่เป็นธรรมเหล่านั้นมาโหมกระพือผ่านสื่อและพื้นที่สาธารณะ
การสร้างกระแสต่อต้านนโยบายรัฐบาลหรือการลงทุนต่าง ๆ มักถูกฉาบหน้าด้วยวาทกรรมปกป้องสิทธิมนุษยชนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่เนื้อแท้หลังม่านของการประท้วงและการเคลื่อนไหวเหล่านั้น กลับกลายเป็นการผลิตซ้ำภาพความน่าสงสารของประชาชน เพื่อใช้เป็น “สินค้า” ในการสร้างชื่อเสียงและโปรไฟล์ให้แก่องค์กร ซ้ำร้ายบางเคสลามไปถึงการสร้างรูปแบบ “สมรู้ร่วมคิด” สร้างกลุ่มผู้เสียหายปลอม หรือ “เกษตรกรเก๊” ขึ้นมาโกยผู้เสียหายที่ไม่ใช่กรณีโดยตรง แล้วอุปโลกน์เป็นกลุ่มเป็นก้อนกัน เพื่อสร้างกำลังต่อรองต่อรัฐ
วัด KPIs ด้วยการทำ “คอนเทนต์”
ต่อยอดระดมเงินจากแหล่งทุน
เอ็นจีโอส่วนใหญ่ไม่มีตัวชี้วัดผลงานที่เป็นรูปธรรม (KPIs) เหมือนเช่นองค์กรธุรกิจทั่วไป พวกเขาไม่มีตัวเลขผลกำไร ไม่มีดัชนีชี้วัดความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวบ้านที่ชัดเจน และหลายครั้งก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าชุมชนดีขึ้นอย่างไรหลังจากพวกเขาเข้าไปเคลื่อนไหวรณรงค์ต่อต้านนโยบายรัฐโครงการลงทุนเอกชน
เมื่อไม่มีผลงานเชิงประจักษ์มาแสดงต่อแหล่งทุน วิธีการเดียวที่เอ็นจีโอเหล่านี้จะพิสูจน์ความมีตัวตนและคุณค่าขององค์กรได้ จึงเป็นการหันมาใช้วิธี “ทำคอนเทนต์” สร้างข่าว ปั่นกระแสและเลี้ยงกระแสความขัดแย้งให้อยู่ในความสนใจของสาธารณชน ยิ่งปั่นกระแสให้ดูรุนแรง มีการเผชิญหน้าดรามาสะเทือนใจมากเท่าไร ก็ยิ่งกลายเป็น “ผลงานชิ้นโบแดง” ที่จับต้องได้ดีที่สุดในหน้าสื่อ เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานรายงานต่อมูลนิธิต่างชาติว่า องค์กรของตนกำลังทำงานขับเคลื่อนสังคมอย่างแข็งขันและสมควรได้รับเงินทุนสนับสนุนต่อไป
จากท่อก๊าซไทย-พม่าถึงโรงไฟฟ้าขยะ
เรื่องเล่าของ “นายหน้าค้าความจน”
ตัวอย่างที่แจ่มชัดที่สุดคือกรณีการคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทย-เมียนมา ช่วงปลายทศวรรษ 2530 ถึงต้นทศวรรษ 2540 ในเวลานั้น กลุ่มเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนจับมือกันปักหลักสร้างกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง มีการประโคมวาทกรรมที่น่ากลัวว่า ผืนป่าต้นน้ำชั้น 1 เอในแถบอำเภอทองผาภูมิจังหวัดกาญจนบุรี จะถูกทำลายย่อยยับ ระบบนิเวศจะพังทลาย และชาวบ้านในพื้นที่จะต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมรวมถึงการสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างไม่มีวันกลับคืน
วาทกรรมเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านหน้าสื่อเพื่อดึงความสนใจและความเห็นใจจากคนทั้งประเทศ ซึ่งผลงานจากการสร้างและปั่นกระแสความขัดแย้งในครั้งนั้น กลายมาเป็นโปรไฟล์ชิ้นสำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้แก่นักเคลื่อนไหวและองค์กร จนสามารถนำไปต่อยอดหาทุนสนับสนุนจากต่างชาติได้เป็นกอบเป็นกำ
ถึงวันนี้ ท่อส่งก๊าซดังกล่าวฝังตัวอยู่ใต้ผืนดินและส่งผ่านพลังงานราคาถูกมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมานาน 28 ปีแล้ว ความจริงเชิงประจักษ์หักล้างคำทำนายอันเลวร้ายและเป็นเท็จ ของกลุ่มเอ็นจีโออย่างสิ้นเชิง
เพราะไม่เพียงแต่ผืนป่าทองผาภูมิจะยังคงความอุดมสมบูรณ์และสามารถฟื้นฟูสภาพกลับมาได้ตามแผนบริหารจัดการ แต่ชุมชนโดยรอบยังได้รับประโยชน์จากการพัฒนาและสวัสดิการของโครงการ
โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลาก็เช่นเดียวกัน ที่ถูกเอ็นจีโอสร้างภาพให้เป็นปีศาจที่จะทำลายวิถีชีวิตชุมชนทรัพยากรธรรมชาติ และปลุกระดม จัดตั้งมวลชนเข้าต่อต้าน แต่ผ่านมา26 ปีแล้ว ท่อส่งก๊าซไทย มาเลเซียไม่เคยสร้างปัญหาใดๆให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมเลย มีแต่สร้างงาน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในพื้นที่
ไม่เพียงแต่โครงการพลังงานขนาดใหญ่ แม้กระทั่งโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ก็ตกเป็นเป้าหมายในการปั่นกระแสของเอ็นจีโอเช่นเดียวกัน ในหลายพื้นที่ที่มีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ กลุ่มเอ็นจีโอที่อ้างชื่อภาคประชาชนมักจะเข้าไปจุดกระแสความกลัวในชุมชนเกี่ยวกับสารไดออกซิน มลพิษทางอากาศ และน้ำเสียที่จะทำลายสุขภาพของลูกหลานในชุมชนอย่างรุนแรง
ทว่าเมื่อหันไปดูข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์จากโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว เช่น โรงไฟฟ้าขยะชุมชนต้นแบบในจังหวัดขอนแก่น หรือ โรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าหนองแขม ในกรุงเทพมหานครที่เดินเครื่องมาระยะหนึ่ง กลับพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบเตาเผาอุณหภูมิสูงแบบปิดและเทคโนโลยีการดักจับมลพิษที่ทันสมัย สามารถควบคุมมลพิษทางอากาศและกลิ่นได้อย่างเบ็ดเสร็จตามมาตรฐานสากล โดยไม่ได้ก่อมลพิษร้ายแรงดังที่เอ็นจีโอเคยตั้งป้อมคัดค้าน มิหนำซ้ำ โครงการเหล่านี้ยังช่วยลดการฝังกลบขยะที่เป็นต้นตอของน้ำชะขยะซึมลงสู่ชั้นน้ำบาดาล ช่วยเปลี่ยนกองขยะเน่าเหม็นให้กลายเป็นพลังงานสะอาดหมุนเวียนกลับมาใช้ในชุมชนได้อย่างปลอดภัย
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตลอดเวลาที่ผ่านมาจึงแสดงให้เห็น ยุทธศาสตร์และเป้าหมายของเอ็นจีโอว่า เน้นหนักไปที่การสร้างและขยายความกลัวและชูความเดือดร้อนของชาวบ้านเกินจริง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐและทุน โดยที่จุดประสงค์แฝงเร้นคือการปั๊มยอดผลงานจากการปั่นกระแสของตัวองค์กรเอ็นจีโอเองเพื่อนำไปต่อยอดในการระดมทุน
ในทุกยุคสมัย ปัญหาสำคัญของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้คือความจน และความจนนั้นนำไปสู่ปัญหาที่ถูกแก้ไขได้และไม่ได้บ้างจากภาครัฐ ปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสะดวกสบาย ง่ายต่อการที่คนกลุ่มนี้นำมาใช้เป็นเครื่องมือ ทำตัวเป็น “นายหน้าค้าความจน” ปั่นกระแสความทุกข์ยาก ความเดือดร้อนของประชาชน เป็นสินค้าเอาไปเสนอขายกับแหล่งทุน และมักทำมาหากินกับพื้นที่ด้านสิ่งแวดล้อม


