สกลนคร-ประธานสภา อบจ.สกลนคร ชี้แจงข้อเท็จจริงปมประกาศใช้ข้อบัญญัติงบประมาณปี 2570 ยืนยันดำเนินการตามกรอบกฎหมาย วอนปลัดกระทรวงมหาดไทยขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
วันนี้(5 ต.ค.)ที่ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร นายสันติชัย ฟองชล ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร พร้อมด้วย นางสาววารุณี งอยผาลา รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร และ สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจ้งข้อเท็จจริง การประกาศใช้ข้อบัญญัติงบประมาณปี 2570
สืบเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ได้มีบุคคลหลายฝ่ายที่กล่าวอ้างว่าตนเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ตลอดจนผู้ที่ระบุว่าเป็นตัวแทนภาคประชาชน ออกมาแสดงความคิดเห็นและตั้งข้อสังเกตว่า การประกาศใช้ข้อบัญญัติงบประมาณดังกล่าวอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง จนก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร
นายสันติชัย ฟองชล ในฐานะประธานสภา อบจ.สกลนคร จึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องนำข้อเท็จจริงและขั้นตอนการดำเนินการมาชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนให้ได้รับทราบอย่างครบถ้วน ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ คือ สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ได้มีมติเห็นชอบร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 และภายหลังจากนั้นได้ดำเนินการส่งร่างข้อบัญญัติดังกล่าวไปยังจังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ตามขั้นตอน โดยมีหลักฐานการลงรับเอกสารของทางจังหวัดเรียบร้อยแล้ว ตามเอกสารที่นำมาแสดงในวันนี้
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่วันที่จังหวัดได้รับร่างข้อบัญญัติ จนครบกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ในกรณีนี้วันสุดท้ายที่ทางผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมีความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนั้น คือวันที่ 15 กันยายน 2569 แต่สุดท้ายก็ปรากฏว่า สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครไม่ได้รับหนังสือตอบกลับ และไม่ได้รับร่างข้อบัญญัติคืนจากจังหวัดแต่อย่างใด
โดย มาตรา 53 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาร่างข้อบัญญัติของผู้ว่าราชการจังหวัดไว้ โดยกำหนดให้พิจารณาและส่งคืนประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับร่างข้อบัญญัติ และหากไม่พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด กฎหมายได้กำหนดผลไว้ว่า ให้ถือว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นชอบด้วยกับร่างข้อบัญญัตินั้น
ดังนั้น กรณีนี้จึงมิใช่กรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็น "ไม่เห็นชอบ" ต่อร่างข้อบัญญัติ เนื่องจากหากผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เห็นชอบ กฎหมายได้กำหนดขั้นตอนให้ส่งร่างข้อบัญญัติพร้อมเหตุผลกลับมายังสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อพิจารณาใหม่ภายในกรอบเวลา 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คือ สภา อบจ.สกลนครไม่ได้รับร่างข้อบัญญัติพร้อมเหตุผลในการไม่เห็นชอบกลับคืนมาภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
ทางสภา อบจ.เข้าใจดีว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอาจมีภารกิจราชการสำคัญหลายประการ ซึ่งจากข้อมูลการปฏิบัติราชการที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ จะเห็นได้ว่าท่านมีภารกิจอย่างต่อเนื่อง จึงอาจเป็นเหตุให้กระบวนการพิจารณาหรือการส่งร่างข้อบัญญัติกลับมายังสภาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากประการใด กฎหมายได้กำหนดผลของการพ้นระยะเวลาดังกล่าวไว้แล้วอย่างชัดเจน ซึ่งสภา อบจ.สกลนคร มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นเครื่องมือในการนำงบประมาณไปใช้ในการจัดบริการสาธารณะ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน การดำเนินการให้เป็นไปอย่างรวดเร็วภายใต้กรอบของกฎหมาย ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวจังหวัดสกลนคร
ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่า เรื่องดังกล่าวไม่ควรถูกนำไปตีความว่าเป็นเรื่องของการเลื่อยขาหรือความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือหน่วยงาน เพราะทุกฝ่ายต่างมีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบของตนเอง และควรปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามขั้นตอนและกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
สำหรับสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครนั้น เดิมมิได้ติดใจหรือประสงค์จะกล่าวโทษบุคคลใดในเรื่องดังกล่าว และ อบจ.สกลนคร ได้ดำเนินการประกาศใช้ข้อบัญญัติตามขั้นตอน เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569
ต่อมาภายหลัง ได้มีการตั้งประเด็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงมีการแสดงเจตนาที่จะยื่นเรื่องให้มีการตรวจสอบว่า การประกาศใช้ข้อบัญญัติงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง กรณีดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตลอดจนสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครโดยรวม
นายสันติชัย ฟองชล ในฐานะประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร จึงเห็นว่า วิธีที่ดีที่สุดคือการทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏ และให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบเป็นผู้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ด้วยเหตุนี้ จึงใคร่ขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการหรือมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการรับ การพิจารณา และการส่งคืนร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ว่าได้ดำเนินการในแต่ละขั้นตอนอย่างไร เหตุใดจึงไม่มีการส่งร่างข้อบัญญัติกลับมายังประธานสภา อบจ.สกลนคร ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และเหตุที่เกิดขึ้นเป็นผลจากความคลาดเคลื่อน ความผิดพลาดในการปฏิบัติราชการ หรือมีเหตุอื่นใด
ทั้งนี้ มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อกล่าวหาหรือชี้ความผิดของบุคคลใดไว้ล่วงหน้า แต่ต้องการให้มีการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่มีอำนาจ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และสร้างความมั่นใจให้แก่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสกลนครว่า การดำเนินการเกี่ยวกับงบประมาณของจังหวัดเป็นไปโดยถูกต้องโปร่งใส และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย เมื่อผลการตรวจสอบเป็นประการใด ขอได้โปรดแจ้งให้กับประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครทราบ เพื่อจะได้นำข้อเท็จจริงดังกล่าวชี้แจงต่อสมาชิกสภาและพี่น้องประชาชนต่อไป
ท้ายที่สุดขอยืนยันว่า สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกประการ เราไม่ได้ต้องการหาคนผิด แต่ต้องการหาข้อเท็จจริง และหากพบว่าขั้นตอนใดควรได้รับการปรับปรุง ก็สมควรนำกรณีนี้มาเป็นบทเรียนเพื่อให้การประสานงานระหว่างราชการส่วนภูมิภาค กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความชัดเจน รวดเร็ว และมีมาตรฐานยิ่งขึ้น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ควรได้รับประโยชน์สูงสุดจากการทำงานของทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสกลนครทุกคน.


