พระนครศรีอยุธยา – น้ำท่วมอยุธยายังวิกฤติ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง หลังเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ล่าสุดมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 16 อำเภอ กว่า 53,831 ครัวเรือน ขณะที่ชาวบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยายังต้องใช้เรือสัญจร บางรายทำแพลอยน้ำเลี้ยงไก่ชน ด้านผู้นำชุมชนห่วงเด็กช่วงปิดเทอม กำชับผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด
วันนี้ (5 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หลังเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ระบายน้ำท้ายเขื่อนในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ในระดับสูง โดยขณะนี้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบแล้ว 16 อำเภอ รวมกว่า 53,831 ครัวเรือน
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์น้ำท่วมบริเวณหมู่ 8 และหมู่ 9 ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่าบ้านเรือนประชาชนยังถูกน้ำท่วมสูง ชาวบ้านต้องนำรถยนต์ออกมาจอดไว้ริมถนน ขณะที่บางรายซึ่งประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ชนต้องสร้างแพลอยน้ำสำหรับเลี้ยงไก่ไว้บริเวณบ้าน เพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม นอกจากนี้ยังมีการเสริมคันดินเพื่อป้องกันน้ำเอ่อล้นข้ามถนนเข้าสู่พื้นที่ชุมชน
นายศุภวัตร บุญเจริญ อายุ 36 ปี ชาวบ้านหมู่ 8 ตำบลบ้านป้อม เปิดเผยว่า น้ำท่วมในพื้นที่มานานประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว บางจุดมีระดับน้ำสูงกว่า 1–2 เมตร จนเกือบมิดคอ แม้พื้นที่แห่งนี้จะประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี แต่ปีนี้น้ำมาเร็วผิดปกติ
โดยปกติน้ำจะเริ่มท่วมพื้นที่อำเภอบางบาลและอำเภอเสนาก่อน จากนั้นจึงค่อยไหลเข้าท่วมชุมชนบ้านป้อม แต่ปีนี้เมื่อพื้นที่บางบาลและเสนาถูกน้ำท่วม บ้านป้อมก็ถูกน้ำท่วมในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้ประชาชนแทบไม่มีเวลาเตรียมตัว
นายศุภวัตร กล่าวอีกว่า ขณะนี้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก โดยเฉพาะการเดินทางเข้าออกชุมชน บางครอบครัวมีเรือเพียงลำเดียว แต่สมาชิกในบ้านต้องออกไปทำงานต่างเวลากัน ทำให้บางคนจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ส่วนผู้ที่เลี้ยงไก่ชนต้องทำแพลอยน้ำเพื่อใช้เป็นที่เลี้ยงไก่ชั่วคราว
เช่นเดียวกับพื้นที่หมู่ 9 ตำบลบ้านป้อม ซึ่งยังคงมีน้ำท่วมสูงจนประชาชนต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทางเข้าออกชุมชน
นางภัทราพร ศิริเชิดฉันท์ อายุ 33 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 ตำบลบ้านป้อม เปิดเผยว่า น้ำเริ่มเข้าท่วมชุมชนตั้งแต่วันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนกว่า 80 หลังคาเรือน รวมกว่า 250 คน ได้รับผลกระทบทั้งหมด
ล่าสุดระดับน้ำในพื้นที่เริ่มทรงตัว แต่ยังท่วมสูงประมาณ 1.2–1.5 เมตร ทำให้การเดินทางและการใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็กเล็ก
นางภัทราพร กล่าวด้วยว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือเด็กนักเรียนบางส่วนเริ่มเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ ผู้นำชุมชนและฝ่ายปกครองจึงใช้กลุ่มไลน์ในการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำ พร้อมกำชับให้ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด และไม่ปล่อยให้เด็กลงเล่นน้ำโดยลำพัง
ทั้งนี้ ผู้นำชุมชนยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง และพร้อมแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบทันทีหากมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ทุกครัวเรือนสามารถเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที


