xs
xsm
sm
md
lg

(รายงาน)มหากาพย์ 40 ปี “เหมืองโพแทชอุดรฯ” รัฐดันสุดตัว-ทุนใหญ่พร้อมลุย แต่ยังติดหล่ม “ด่านหินสิทธิชุมชน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


แฟ้มภาพ
จากกระทู้ถามสดในสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นโครงการเหมืองแร่โพแทช จ.อุดรธานี เนื้อที่กว่า 26,000 ไร่ ครอบคลุม อ.เมือง และ อ.ประจักษ์ศิลปาคม ถูกยกขึ้นมาถกเถียงกันอีกครั้ง เมื่อ อนันต์ อมรินทร์ ส.ส.อุดรธานี เขต 1 ตั้งคำถามถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขณะที่ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยืนยันว่าโครงการยังไม่ได้เริ่มขุดเจาะแม้แต่มุมเดียว พร้อมชูมาตรการเซฟตี้ ตั้งกองทุนสะสมเกือบ 4,000 ล้านบาท และเปิดทางชาวบ้านตั้งทีมตรวจสอบ

ทว่า ในฐานะสื่อที่ติดตามมหากาพย์บทนี้มากว่า 20 ปี ภาพที่เห็น ณ วันนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือ "หนังม้วนเดิม" ที่เปลี่ยนฉากทัศน์ ภาพความตึงเครียดระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชาติกับวิถีชีวิตคนในพื้นที่กำลังปะทุขึ้นอีกรอบ


บทเรียน40ปี: จากสัมปทานต่างชาติ สู่ทุนใหญ่คานอำนาจปุ๋ยโลก


ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ทศวรรษก่อน การสำรวจพบสายแร่โพแทชคุณภาพสูงในภาคอีสาน เคยถูกวาดหวังให้เป็น "เหมืองทองคำขาว" ที่จะพลิกโฉมภาคการเกษตรของไทย แต่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างและแรงต้านจากชุมชนทำให้โครงการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นมาแล้วหลายรอบ จนกระทั่งเข้าสู่ยุคที่การเมืองโลกผันผวน ปัญหาสงครามและห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน ทำให้ปุ๋ยเคมีกลายเป็นสินค้าเนื้อหอมที่มีราคาทะยานสูงขึ้น การปลดล็อกเหมืองแร่โพแทชอุดรธานีจึงถูกดึงกลับมาเป็นวาระแห่งชาติอีกครั้ง
ทุนใหญ่พร้อมลุย ยุทธศาสตร์ชาติค้ำคอ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงการเหมืองแร่โปแทชอุดรธานี ฝ่ายสนับสนุนมีน้ำหนักอย่างยิ่งในเชิงเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ โดยอ้าง วิกฤตราคาปุ๋ยโลก ไทยต้องนำเข้าโพแทชวัตถุดิบทำปุ๋ยปีละกว่า 1 ล้านตัน ราคาผันผวนสูงถึง 12,000–13,000 บาท/ตัน การมีเหมืองในประเทศจึงถูกยกเป็น “ความมั่นคงทางการเกษตร” เพื่อลดภาระต้นทุนของเกษตรกรทั่วประเทศ

ขณะที่บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) ได้รับการอัดฉีดทุนและมีกลุ่มทุนรัฐวิสาหกิจจีน (SDIC) เข้ามาร่วมถือหุ้น เม็ดเงินลงทุนระดับหลายหมื่นล้านบาทพร้อมขับเคลื่อนเครื่องจักรทันทีที่สัญญาณไฟเขียวเปิดทาง ซึ่งโครงการนี้อย่างน้อยก็ผ่านขั้นตอนการอนุมัติประธานบัตร อายุ 25 ปีไปแล้ว ทำให้ในทางกฎหมายพาณิชย์ เอกชนถือสิทธิเต็มมือในการดำเนินการพัฒนาพื้นที่

แฟ้มภาพ
แรงต้านฮืออีกรอบ ปลุกผี “ดินเค็ม-น้ำเสีย” และคดีศาลปกครอง

แม้ภาครัฐจะพยายามสลายความกังวลด้วยการตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบการทำเหมืองใต้ดินแบบมีส่วนร่วม” โดยดึงตัวแทนชุมชนหมู่บ้านละ 2 คน รวมราว 100 คน และเตรียมทุ่มเทคโนโลยีอัดเติมช่องว่างใต้ดิน (Backfilling) เพื่อป้องกันปัญหาชั้นดินทรุด แต่ภาคประชาชนและ NGOs กลับมองว่านี่ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความไว้วางใจ

เพราะมีบทเรียนปัญหาน้ำเค็มรั่วซึมและดินทรุดจากเหมืองแร่ในพื้นที่ภาคอีสานแห่งอื่น ยังคงเป็นภาพจำเตือนใจที่ทำให้ชาวบ้านหวั่นว่า กองหางเกลือมหาศาลจากการขุดเจาะจะรั่วซึมลงสู่ชั้นน้ำบาดาลและพื้นที่ทำกิน ซึ่งกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานียกเหตุผลที่ว่า การประเมิน EIA และ SEA ทำไว้นานแล้ว ไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์และสภาวะภูมิอากาศในปัจจุบัน อีกทั้งเรื่องค่าตอบแทนการใช้ใต้ดินที่ไม่เป็นธรรม จึงมีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและเพิกถอนประธานบัตร

แฟ้มภาพ
เมกะโปรเจ็คนี้จะหยุด หรือ ไปต่อ?

อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินจากข้อมูลรอบด้าน ณ ตอนนี้ สถานการณ์ของเหมืองโพแทชอุดรธานีถูกล็อกไว้อยู่ในภาวะ "ขยับได้ช้า แต่หยุดยาก" ด้วย 3 ปัจจัยชี้ขาด

1. เชิงนโยบายอย่างไรก็ไม่ถอย: ด้วยมูลค่าการลงทุนและผลประโยชน์เรื่องความมั่นคงด้านปุ๋ยเคมี รัฐบาลและเอกชนจะไม่ยอมยกเลิกโครงการนี้ง่ายๆ แต่จะใช้กลยุทธ์ “ยื้อเวลาเพื่อสร้างความชอบธรรม” เช่น การจัดทำข้อมูลฐาน (Baseline Data) เรื่องดินและน้ำเพื่อใช้เป็นตัวเปรียบเทียบในอนาคต

2. เงื่อนเวลาขยับไปปี 2573: การตั้งเป้าขุดแร่ก้อนแรกขึ้นมาในอีกหลายปีข้างหน้า สะท้อนว่าโครงการต้องใช้เวลาอีกนานในการเคลียร์มวลชน การจัดตั้งระบบตรวจสอบ และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม

3. คำสั่งศาลปกครองคือ “จุดตัดสำคัญ”: หากศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โครงการจะถูกแช่แข็งทันที แต่หากศาลยกฟ้อง พื้นที่พัฒนาโครงการฯจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระลอกใหญ่ระหว่างมวลชนสองฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แฟ้มภาพ
นั่นหมายความว่า แม้ปัจจุบัน เหมืองโพแทชอุดรธานีจะไม่ถึงกับถูก “ยกเลิก แต่ก็ไม่สามารถ "เดินหน้าได้สะดวก" ตามแผนที่รัฐวางไว้แต่เดิม ตราบใดที่ภาครัฐและเอกชนยังไม่สามารถสร้างความโปร่งใส ปลดล็อกคดีความ และสร้างความไว้วางใจให้กับคนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง โครงการนี้จะยังคงเป็นบาดแผลเรื้อรังบนแผ่นดินอีสานต่อไปอีกยาวนาน!!!