ฉะเชิงเทรา - เจ้าของฟาร์มกุ้งก้ามกรามรายใหญ่ในฉะเชิงเทรา เปิดใจครั้งแรกหลังน้ำป่าทะลักท่วมฟาร์มกว่า 2,000 ไร่ ประเมินความเสียหายเบื้องต้นอาจสูงกว่า 100 ล้านบาท ขณะที่กุ้งในบ่อเลี้ยงกว่า 300 บ่ออยู่ในภาวะเสี่ยง หากขาดอาหารและออกซิเจนอาจกินกันเองและน็อกตาย เผยหนักสุดในรอบกว่า 20 ปี พร้อมฝากคนหว่านแหจับกุ้งที่หลุดออกจากบ่อ อย่าล้ำเส้นเข้ามาหว่านในบ่อเลี้ยง
วันนี้ (2 ต.ค.) นายมนต์ชัย ยกบุญญาธิการ อายุ 63 ปี อดีตกำนัน ต.บางสวน อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา เจ้าของฟาร์มเลี้ยงกุ้งในพื้นที่หมู่ 7 ต.แปลงยาว อ.แปลงยาว เปิดเผยถึงความเสียหายจากสถานการณ์น้ำป่าที่ไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ฟาร์มและพื้นที่การเกษตรเป็นวงกว้าง จนกลายเป็นจุดที่ประชาชนจำนวนมากเดินทางมาหว่านแหจับกุ้งและปลาที่หลุดออกจากบ่อเลี้ยงว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้อย่างชัดเจน แต่คาดว่าอาจสูงกว่า 100 ล้านบาท
นายมนต์ชัย กล่าวว่า ตนประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมานานกว่า 20 ปี และเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ โดยมีพื้นที่ฟาร์มรวมประมาณ 2,000 ไร่ ทั้งพื้นที่ของตนเองและพื้นที่เช่า มีการจับกุ้งขึ้นจากบ่อแบบหมุนเวียนทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2-3 บ่อ
สำหรับฟาร์มที่ได้รับผลกระทบแบ่งออกเป็น 4 แปลง โดยแปลงแรกอยู่ริมถนนสายบางคล้า-แปลงยาว (ทางหลวงชนบท 3121) ฝั่งตรงข้ามปั๊ม ปตท. มีพื้นที่ประมาณ 450 ไร่ จำนวน 84 บ่อ เป็นบ่อเลี้ยงกุ้งขาวและกุ้งก้ามกราม แปลงที่ 2 อยู่ในพื้นที่หมู่ 4 ต.แปลงยาว มีพื้นที่ประมาณ 600 ไร่ จำนวน 90 บ่อ ใช้เลี้ยงกุ้งขาวและกุ้งก้ามกรามเช่นเดียวกัน
แปลงที่ 3 อยู่ริมถนนสาย 3551 ช่วงสามแยกหนองปลาตะเพียน-หัวสำโรง พื้นที่หมู่ 6 ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว มีพื้นที่ประมาณ 900 ไร่ จำนวน 160 บ่อ แบ่งเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกราม 120 บ่อ และกุ้งขาว 40 บ่อ ส่วนแปลงที่ 4 อยู่บริเวณบ้านเกิดในพื้นที่หมู่ 4 ต.บางสวน อ.บางคล้า มีบ่อเลี้ยงกุ้งขาว 14 บ่อ บนพื้นที่ประมาณ 70 ไร่
นายมนต์ชัยกล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ทำให้คาดว่าความเสียหายของฟาร์มตนเองอาจมีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท และยังไม่รวมความเสียหายของญาติพี่น้องที่ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่อีกนับพันไร่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นเดียวกัน
ส่วนกุ้งก้ามกรามที่อยู่ในบ่อเลี้ยงกว่า 300 บ่อ ยังพอมีความหวังว่าจะรอด เนื่องจากกุ้งก้ามกรามมีพฤติกรรมมักหลบอยู่ในพื้นที่เดิม และแม้จะมีกระแสน้ำไหลเข้าท่วมบ่อก็ไม่ได้หมายความว่าจะหนีออกไปทั้งหมด แต่ปัญหาสำคัญคือการขาดอาหารและออกซิเจน หากไม่สามารถให้อาหารได้ กุ้งอาจเริ่มกินกันเอง โดยตัวที่อ่อนแอกว่าจะถูกตัวที่แข็งแรงกว่ากิน ขณะที่หากไม่มีเครื่องตีน้ำเติมออกซิเจนลงในบ่อ กุ้งก็มีโอกาสขาดออกซิเจนและน็อกตาย
ส่วนกุ้งขาวนั้น นายมนต์ชัยระบุว่า เมื่อมีน้ำไหลเข้าท่วม กุ้งขาวส่วนใหญ่ได้หลุดออกจากบ่อไปตามกระแสน้ำแล้ว ขณะที่บริเวณริมถนนสายบางคล้า-แปลงยาว และหนองปลาตะเพียน-หัวสำโรง มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาหว่านแหจับกุ้งและปลา โดยตนไม่ได้ติดใจหากหว่านแหอยู่บนถนนหรือพื้นที่สาธารณะเพื่อจับสัตว์น้ำที่หลุดออกมา แต่ไม่ควรบุกรุกเข้ามาหว่านแหถึงภายในบ่อเลี้ยง
“ถ้าหว่านอยู่บนถนน ตนไม่ได้ว่าอะไร แต่บางคนล้ำเข้ามาถึงในบ่อเลี้ยง ซึ่งถือว่ามากเกินไป อยากฝากว่าอย่าเข้ามาหว่านแหกันถึงในบ่อ เพราะพื้นที่เหล่านี้เป็นบ่อเลี้ยงและได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างหนักอยู่แล้ว” นายมนต์ชัยกล่าว
นายมนต์ ชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ทำฟาร์มเลี้ยงกุ้งมานานกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ความเสียหายของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในฟาร์ม ทั้งมอเตอร์เครื่องตีน้ำ อุปกรณ์ให้อาหาร และเครื่องมือที่ใช้ในการเลี้ยงกุ้ง ยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากขณะนี้ยังจมอยู่ใต้น้ำทั้งหมด ต้องรอให้ระดับน้ำลดลงก่อนจึงจะสามารถสำรวจและประเมินความเสียหายได้อย่างละเอียด


