ลพบุรี – ผู้ว่าฯ ลพบุรี บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หลังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำสูงถึง 106.80% ของความจุ พร้อมปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได เตรียมรองรับฝนตกหนักช่วงวันที่ 3–6 ตุลาคมนี้ ขณะที่ประชาชนริมแม่น้ำป่าสักและพื้นที่เสี่ยงขอให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
วันนี้ ( 30 ก.ย.) นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่บริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หลังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มสูงเกินความจุเก็บกักปกติ โดยมีนายองอาจ แสนอุบล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 และนายวศวรรธน์ นาคนวล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมรายงานสถานการณ์และแนวทางบริหารจัดการน้ำ
ปัจจุบันเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประมาณ 930.78 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 106.80% ของความจุเก็บกักปกติ มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างประมาณ 550.27 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือ 47.54 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่มีการระบายน้ำประมาณ 115.08 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือ 9.94 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
เพื่อควบคุมระดับน้ำและรักษาเสถียรภาพของเขื่อน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเดิม 25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 115 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 และจะทยอยเพิ่มเป็น 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 โดยเป็นการปรับเพิ่มแบบขั้นบันได
ขณะเดียวกัน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักใต้จะเตรียมรองรับน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พร้อมควบคุมและทยอยเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนพระราม 6 ให้อยู่ในเกณฑ์ประมาณ 700–800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งคาดว่าการเพิ่มการระบายน้ำดังกล่าวอาจส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 1.00–1.50 เมตร โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ พื้นที่ริมแม่น้ำป่าสักด้านท้ายเขื่อนพระราม 6 โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมา มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีน้ำจากพื้นที่ตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมถึงน้ำฝนในพื้นที่ ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพิ่มขึ้น ขณะที่ก่อนหน้านี้ได้เน้นการหน่วงน้ำเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเพิ่มสูงจนเกินความจุเก็บกัก
ประกอบกับการคาดการณ์สภาพอากาศในช่วงวันที่ 3–6 ตุลาคม 2569 ซึ่งอาจมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และจังหวัดลพบุรี ทำให้มีฝนตกหนักและอาจมีมวลน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้น จังหวัดลพบุรีและกรมชลประทานจึงเตรียมปรับแผนขยายอัตราการระบายน้ำอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับน้ำและบริหารจัดการระดับน้ำในเขื่อนให้เหมาะสม
ทั้งนี้ จังหวัดลพบุรีและหน่วยงานด้านชลประทานจะติดตามสภาพอากาศ ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน และสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณท้ายเขื่อนพระราม 6 รวมถึงพื้นที่อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และพื้นที่เกี่ยวเนื่อง ให้เตรียมพร้อมรับมือกับระดับน้ำที่อาจเพิ่มสูงขึ้น
ส่วนการบริหารจัดการน้ำในคลองชัยนาท–ป่าสัก ได้มีการบริหารน้ำผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์อย่างเป็นระบบ โดยเร่งระบายน้ำค้างทุ่งจากพื้นที่อำเภอโคกสำโรง หนองม่วง และบ้านหมี่ ลงสู่คลองชัยนาท–ป่าสัก เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อเกษตรกรที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว และลดความเสียหายจากน้ำท่วมขัง
หลังสถานการณ์ฝนลดลงและเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จ จะพิจารณาบริหารจัดการรับน้ำเข้าสู่ระบบ เพื่อช่วยชะลอและบรรเทาภาระการระบายน้ำในภาพรวมของพื้นที่ภาคกลาง
จังหวัดลพบุรีขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำป่าสักและพื้นที่เสี่ยง ติดตามสถานการณ์น้ำ รวมถึงประกาศแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพอากาศและปริมาณน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชน


